สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
     
 
Calendar


Last Entry

ราชสกุล ในรัชกาลที่ 5
ราชสกุล ในรัชกาลที่ 4
ราชสกุล ในรัชกาลที่ 3
ราชสกุล ในรัชกาลที่ 2
ราชสกุล ในรัชกาลที่ 1
การลำดับชั้นพระอิสริยยศพระมเหสี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และ ว่าด้วยเรื่อง ... พระยศของพระราชนัดดา และ“สมเด็จพระบรมราชกุมารี”
"เจ้านาย" ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ เมื่อปี พ.ศ. 2477
ที่มาของพระนาม "ภูมิพลอดุลยเดช" และ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ผู้ทรงเ น พระบรมราชินี 2 ปี 8 เดือน และสายสัมพันธ์สองราชวงศ์ จากราชวงศ์พระร่วงสู่ราชวงศ์จักรี
พระภรรยาเจ้า พระสนม ของรัชกาลที่ 5 และ การแสดงบารมีในราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ 5
วัดประจำรัชกาล สุดยอดวัดงาม แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมีสุสานหลวง และ อนุสรณ์แห่งความรัก พระพุทธเจ้าหลวงและพระนางเรือล่ม
พระนามกรมพระราชโอรสพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 (ชื่อเมืองต่างๆ) และเรื่องฐานันดรศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
... พระราชโอรส พระราชธิดา ในรัชกาลที่ 4 ...
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณิการ์แก้ว กรมขุนขัตติยกัลยา, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี, สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบันบัวผัน, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านารีรัตนา, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน
โคลงสี่สุภาพรายพระนามพระราชโอรส-พระราชธิดา ในรัชกาลที่ ๔
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี
พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย
ปฐมวงศ์
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ราชสกุลในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระปฐมวงศ์ในพระบรมราชวงศ์จักรี
7 มหาราชไทย
ราชวงศ์จักรี (รัชกาลที่๑ - ๙)

Favourite Diary

Sponsor








 

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ หรือที่ถวายเรียกกันว่า เสด็จพระนาง เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี แห่งสกุลบุนนาค เมื่อวันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีระกาตรีศก จ.ศ. ๑๒๒๓ (๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔) ทรงร่วมเจ้าจอมมารดากับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุษบงเบิกบาน และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี หรือเสด็จอธิบดี ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น พระราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ข้อมูล
วันประสูติ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔
วันสวรรคต ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ (๖๖ พรรษา)
พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดา เจ้าคุณจอมมารดาสำลี
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์เป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ซึ่งทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (ชั้นทูลกระหม่อม) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์แรกที่มีพระชนม์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ในที่ "สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี" พระองค์เสด็จสวรรคตในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันเสาร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะนพศก จ.ศ. ๑๒๘๙ (๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐) ณ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม พระชนมายุ ๖๖ พรรษา

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] พระประวัติ

[แก้] ประสูติ

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๕๒ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นลำดับที่ ๓ ซึ่งประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี แห่งสกุลบุนนาค เมื่อแรกเสด็จพระราชสมภพ ในฐานะพระราชธิดาที่ประสูติจากเจ้าจอมมารดา จึงทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี" พระบรมราชบิดาทรงพระราชนิพนธ์พระคาถาพระราชทานเป็นภาษามคธ ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงพระนิพนธ์แปลไว้ว่า

"ธิดาของเราที่บังเกิดแต่สำลีนี้ จงปรากฏโดยนามว่า สุขุมาลมารศรี[1] จงทรงนามนั้นไว้ มีความสุขเสมอ อนึ่งจงมั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีบริวารงดงาม ไม่มีโรค ไม่ลำบาก เจริญโดยลำดับ จงได้ซึ่งที่พึ่งอันบริบูรณ์ด้วยกำลังเป็นที่ต้องใจ"

พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดา "รุ่นกลาง" เช่นเดียวกันกับ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งต่อมา ได้ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยกัน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ พระราชโอรสพระองค์โต เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบมา พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ในฐานะพระกนิษฐา ทรงเปลี่ยนพระฐานะจาก พระเจ้าลูกเธอ เป็น พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี

[แก้] พระมเหสีในรัชกาลที่ ๕

เมื่อมีพระชนมายุได้ประมาณ ๑๗ พรรษา จากหลักฐานที่ปรากฏพระองค์ทรงเป็นเจ้านายชั้น "ลูกหลวง" พระองค์ที่สอง[2]ที่ได้ถวายตัวเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และภายหลังทรงมีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ซึ่งทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก (ชั้นทูลกระหม่อม) พระองค์แรกที่มีพระชนม์[3] พระองค์จึงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น พระนางเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงรับพระราชทานเครื่องอิสริยยศราชูปโภคลงยาราชาวดี นับว่าเป็นพระมเหสีพระองค์แรกที่มีการเฉลิมพระนามและพระอิสริยยศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากพระองค์มีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระองค์ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น "พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี" โดยมีพระบรมราชโองการให้แปลพระนามาภิไธยเป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Royal Highness the Princess Consort" (หรือบางครั้งทรงใช้ Her Royal Highness Phra Nang Chao Phra Raj Dhevi) และทรงดำรงฐานันดรศักดิ์นี้จนสิ้นรัชกาล พระองค์มีพระฐานะอยู่ในลำดับที่ ๓ แห่งพระบรมราชวงศ์ฝ่ายใน

[แก้] พระปิตุจฉาในรัชกาลที่ ๖ และ ๗

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
พระรูปทรงฉายในงานวัดเบญจมบพิตร

เมื่อผลัดแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ก็เหมือนกับพระภรรยาอื่นๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โศกสลด และปลีกพระองค์ออกจากพระบรมมหาราชวังมานับตั้งแต่นั้น โดยพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ได้เสด็จออกมาประทับที่วังบางขุนพรหม แต่เนื่องจากทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในที่ดำรงพระอิสริยยศสูง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมโขลน และกรมวังจัดคนส่วนหนึ่งมาปฏิบัติถวายการรับใช้อยู่ที่วังนั้น เสมือนหนึ่งยังคงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังทุกประการ และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทรฯ นั้นก็ได้เสด็จสิ้นพระชนม์ชีพในรัชกาลที่ ๖ นี้เอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี ซึ่งทรงเป็น "เสด็จอธิบดี" ว่าราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังก็ได้เสด็จออกมาประทับร่วมเพื่อปลอบโยนพระราชหฤทัยสมเด็จฯ ในครั้งนั้นด้วย

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีพระบรมราชโองการให้แปลพระนามาภิไธยเป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Majesty Queen Sukumalmarsri, Royal Consort of His Majesty King Chulalongkorn" ทั้งนี้ มิได้มีพระบรมราชโองการเปลี่ยนแปลงพระอิสริยยศแต่ประการใด

มีเกร็ดเล่ากันว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๖ และ ๗ นั้น เนื่องจากทรงเป็นพระมเหสีที่มีพระอิสริยยศสูงสุด และเคยเป็นแต่ "น้องเล็ก" มาก่อนจึงค่อนข้างแต่จะทรงเอาพระทัยพระองค์เอง แต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสา อัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ นั้นในฐานะพระเชษฐภคินีก็ทรงยกโทษพระราชทานอภัยให้เสมอ ในปลายรัชกาลที่ ๖ ก่อนที่สมเด็จพระพันปีหลวงจะเสด็จสวรรคตไม่นานนั้น ทั้ง ๒ พระองค์ก็ได้เสด็จไปเยี่ยม สมเด็จพระพันปีฯ ถึงกับทรงกราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระเชษฐภคินีทั้ง ๒ พระองค์ ขอพระราชทานอภัยโทษ แล้ว ๓ พระองค์พี่น้องก็กอดกันทรงพระกรรแสง จนนางพระกำนัล นางสนองพระโอษฐ์แถวนั้นต้องร้องไห้ตามๆ กันไป[4]

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรำลึกถึงพระมหาเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระมหามุทิตาคุณที่สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีมีต่อพระองค์จึงทรงสถาปนาไว้ในที่ "สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสา มาตุจฉาเจ้า" และด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น ทรงสถาปนาพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีในรัชกาลที่ ๕ ขึ้นเป็น "สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี" และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลพระนามาภิไธยของทั้ง ๒ พระองค์เป็นภาษาอังกฤษว่า "Her Majesty the Queen Aunt"

[แก้] สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยมีพระบรมราชโองการให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ มิได้ทรงเป็นพระปิตุจฉาฯ ในรัชกาลนั้นอีก ดังนั้น เพื่อป้องกันความสับสนจึงมีประกาศให้ออกพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทั้งนี้ ประกาศนี้มิใช่พระบรมราชโองการ และมิใช่พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ในหนังสือ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ พระบรมราชวงศ์แห่งประเทศไทย เจฟรีย์ ไฟน์สโตน ระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงสถาปนาพระนางเจ้าฯ พระองค์นี้เป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี" หากแต่ในหนังสือ มหามงกุฎบรมราชสันตติวงศ์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงวินิจฉัยว่า พระอิสริยยศสุดท้าย คือ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

ดังนั้น การออกพระนามาภิไธยในปัจจุบัน เพื่อมิให้เกิดความสับสนสมควรออกพระนามาภิไธยโดยระบุรัชกาลให้ชัดแจ้งลงไป กล่าวคือ

  • สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ หรือ
  • สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ ๗

[แก้] พระราชกรณียกิจ

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
ในรัชกาลที่ ๗ ทรงรับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงว่าราชการแผนกนมัสการ และยังทรงรับราชการเป็นราชเลขานุการิณีส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย เล่ากันว่า เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมักทรงงานอยู่จนดึก สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ก็มักจะประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย ทรงหมอบเขียนพระบรมราชโองการตามรับสั่งอยู่จนรุ่งเช้า ใกล้ ๆ กันนั้นมีเจ้าจอมก๊กออ ซึ่งเป็นพระญาติในราชนิกุลบุนนาค อยู่งานคอยถวายรับใช้ทั้ง ๒ พระองค์[5]

ถึงแม้ว่าพระมเหสีลูกหลวงอีกสามพระองค์ จะได้มีพระวาสนา เสด็จดำรงยศพระอัครมเหสีหมุนเวียนเปลี่ยนกันก็ตาม พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีนี้ มิเคยได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นพระอัครมเหสีเลย พระฐานะอยู่ในลำดับกลาง ๆ เสมอมา ซึ่งอาจเพราะเหตุนี้ ถึงกับได้ทรงมีพระราชกระแสว่า "แม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ" (จากพระราชหัตถเลขาพระราชทานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) แม้แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ยังทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรื่อง เจ้าชีวิต ถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีว่า

"ในรัชกาลที่ ๕ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระนางเจ้าพระราชเทวีอยู่ตลอดรัชกาล โดยเหตุผลอันใดผู้เขียนไม่เคยได้ทราบ ทรงมีพระราชโอรสธิดาประสูติ ๒ พระองค์ การที่ท่านไม่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จฯ นั้นเป็นของแปลก เพราะพระเจ้าอยู่หัวโปรดรักใคร่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง"[6]

หลักฐานแห่งความ โปรดรักใคร่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง นั้น มีปรากฏอยู่เนือง ๆ ดังเช่น สมเด็จฯ พระองค์นี้ น่าจะทรงเป็น "เมีย" คนแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์โคลงพระราชทานให้[7]พระราชนิพนธ์นั้นมีว่า

     สุขุมาลโดยชาติเชื้อ       เผ่าพันธุ์
กายกอปรวรลักษณ์อัน       ละเอียดพร้อม
ไตรทวารประพฤติสรรพ์       สิ่งชอบ ควรแฮ
ละเอียดครบควรนบน้อม       ท่านผู้ สุขุมาล

เนื่องจากตามโบราณราชประเพณี พระภรรยาเจ้า เจ้าจอม พระมเหสี รวมถึงเจ้านายฝ่ายในจะประทับเรือพระที่นั่งลำเดียวกับพระมหากษัตริย์มิได้ แต่ในคราวที่เสด็จประพาสบางปะอิน เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ ทรงเตรียมการเรือพระที่นั่งเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ถึงพอดี สมเด็จฯ จำต้องรีบเสด็จออกไป ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสงสาร มีพระบรมราชโองการให้อัญเชิญสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีฯ เสด็จฯ กลับมาประทับภายในเรือพระที่นั่งองค์เดียวกัน จัดเป็นครั้งแรกที่มีสตรีบรรดาศักดิ์ได้นั่งเรือลำเดียวกับกษัตริย์[8]

อีกหลักฐานหนึ่งแห่งความไว้วางพระราชหฤทัย ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติการณ์กับประเทศฝรั่งเศส (วิกฤติ ร.ศ. ๑๑๒) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเศร้าโศกพระราชหฤทัยมาก ถึงขนาดทรงพระราชประสงค์จะเสด็จสวรรคต และได้ทรงพระราชนิพนธ์ความในพระราชหฤทัยขึ้นมา และพระราชนิพนธ์นั้นได้ทรงส่งไปพระราชทานเจ้านายเพียง ๒ พระองค์เท่านั้น คือ พระนางเจ้า พระราชเทวี และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ[9] ซึ่งทั้ง ๒ พระองค์ก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระราชนิพนธ์นั้น โดยสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพถวาย โคลงนั้นมีความว่า

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี (ประทับขวา)ทรงฉายพร้อมกับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระมารดา (นั่งกลาง) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร พระธิดา (ประทับซ้าย) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี พระกนิษฐา (ทรงยืน)
     สรวมชีพข้าบาทผู้       ภักดี
พระราชเทวีทรง       สฤษฎ์ให้
สุขุมาลมารศรี       เสนอยศ นี้นา
ขอกราบทูลท่านไท้       ธิราชเจ้าจอมสยาม
     ประชวรหนักอกข้า       ทั้งหลาย ยิ่งแล
ทุกทิวาวันบวาย       คิดแก้
สิ่งใดซึ่งจักมลาย       พระโรค เร็วแฮ
สุดยากเท่าใดแม้       มากม้วยควรแสวง
     หนักแรงกายเจ็บเพี้ยง       เท่าใด ก็ดี
ยังบหย่อนหฤทัย       สักน้อย
แม้พระจะด่วนไกล       ข้าบาท ปวงแฮ
อกจะพองหนองย้อย       ทั่วหน้าสนมนาง

เมื่อคราวที่สมเด็จพระราชโอรสฯ เสด็จไปทรงศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศ สมเด็จฯ ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาติดต่อไปมาเสมอ มีพระราชหัตถเลขาฉบับแรกที่มีเนื้อความแสดงถึงความที่ทรงเป็น "แม่" อย่างสมบูรณ์อยู่ จึงขออัญเชิญ มา ณ ที่นี้ด้วย

"ในที่สุด โอวาทของแม่ฉบับนี้แม่ขอบอกแก่พ่อผู้เป็นลูกที่รักและที่หวังความสุขของแม่ให้ทราบว่า ตัวแม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ มักจะได้รับความทุกข์อยู่เป็นเนืองนิจ แม่มิได้มีอันใดซึ่งเป็นเครื่องเจริญตาเจริญใดอันจะดับทุกข์ได้ นอกจากลูก เมื่อเวลาที่พ่อยังอยู่กับแม่แต่เล็ก ๆ มา ถึงหากว่าแม่จะมีความทุกข์มาสักเท่าใด ๆ เมื่อแม่ได้เห็นหน้าลูกแล้ว ก็อาจจะระงับดับเสียได้ด้วยความรักและความยินดีของแม่ในตัวลูก ก็ในเวลาซึ่งพ่อไปเล่าเรียนในประเทศยุโรปนี้ พ่อจงรู้เถิดว่า ข่าวความงามความดีของพ่อนั้น และจะเป็นเครื่องดับความทุกข์ของแม่ และอย่าประพฤติชั่วนอกคำสั่งสองของแม่ จงตั้งหน้าเล่าเรียนให้ได้รับความรู้โดยเร็ว จะได้กลับมาหาแม่โดยไม่นานปี"

[แก้] ในฐานะลูก พี่ และแม่

ถึงแม้ว่าจะทรงดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นพระบรมราชวงศ์ฝ่ายในที่สูงส่ง แต่พระองค์ก็ไม่เคยทรงลืมความกตัญญูต่อเจ้าคุณจอมมารดาสำลี พระมารดา แม้ว่าท่านจะเป็นส่ามัญชนก็ตามที พระอิสริยยศที่สูงส่งเป็นถึงพระมเหสีในรัชกาล มิได้ทำให้ทรงขาดความอ่อนโยนต่อพระมารดาแม้แต่น้อย แม้ว่าเจ้าคุณจอมมารดาจะโมโหดุว่าอย่างไร พระองค์ก็ไม่ทรงตอบโต้ ก่อนหน้าที่จะถึงแก่อนิจกรรมไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้สถาปนา "เจ้าจอมมารดาสำลี ในรัชกาลที่ ๔" ขึ้นเป็น "เจ้าคุณจอมมารดาสำลี" เพราะเหตุที่ เป็นขรัวยายของสมเด็จเจ้าฟ้าโดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการพระราชทานตำแหน่ง "เจ้าคุณ" อย่างเป็นทางการ[10][11] ครั้นถึงแก่อนิจกรรมล่วงไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเกียรติยศเป็นพิเศษถึงกับให้เชิญศพตั้งในท้องสนามหลวงเพื่อที่ พระราชเทวีจะได้มิต้องเสด็จไปไกล พระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นในวันพระราชทานเพลิงศพถึงกับทรงเครื่องขาว และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นลูกเธอในรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ และพระราชนัดดาก็จะต้องทรงเครื่องขาวด้วย ซึ่งต่อมาเมื่อเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม[12] ถึงแก่อนิจกรรม ก็มิได้พระราชทานเกียรติยศเช่นนั้นบ้าง ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีทรงวางพระองค์ลำบากไม่น้อย[13]

ในฐานะพระเชษฐภคินี ทรงรักใคร่พระกนิษฐามาก ทรงรับสั่งย้ำกับพระราชโอรส และพระราชนัดดาเสมอว่า แม่มีลูกสองคน แต่มีน้องเพียงคนเดียว ลูกรักแม่อย่างไรก็ขอให้รักน้าอย่างนั้นด้วย ซึ่งพระราชโอรส พระราชธิดาตลอดจนพระราชนัดดาก็ได้ทรงสนองพระราชเสาวนีย์ด้วยดี พระราชนัดดานั้นทรงเรียกสมเด็จฯ ว่า "เสด็จย่า" และเรียกเสด็จฯ อธิบดีว่า "เสด็จย่าพระองค์เล็ก" [14]

และในฐานะพระราชมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ถึงสองพระองค์ คงจะไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีกว่าพระจริยวัตรของทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์นั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ทรงเป็นพระราชธิดา และเป็นที่สนิทสิเน่หาของพระบรมราชบิดามาก โดยทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับพระราชทานกรมสูงถึง กรมหลวง[15] และพระนามกรมก็คือ ศรีรัตนโกสินทร[16] และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต นั้นก็เป็นพระราชโอรสที่โปรดปรานมากที่สุด ทรงตรัสเรียกว่า "เจ้าฟ้านัมเบอร์ทู"[17] พร้อมกับทรงมอบหมายพระราชกิจสำคัญให้หลายอย่าง เช่น ผู้บัญชาการกองทัพเรือ เป็นต้น ถ้าหากว่าทรงขาดเฝ้าไปสักสองวัน จะมีพระบรมราชโองการว่า เจ้าชายหายไปไหนไม่เห็นมา และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา ก็จะต้องรีบเสด็จออกมาตามพระองค์ไปเข้าเฝ้าฯ[18]

[แก้] สวรรคต

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
เหรียญที่ระลึก

ก่อนที่จะสวรรคตประมาณสิบวัน สมเด็จฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์พระคาถาพระราชทานพระพรให้แก่กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ความตอนหนึ่งว่า

ไม่น่าเชื่อว่าจะมีชีวิตอยู่จนได้ถวายพระพรเธอในปีนี้

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เสด็จสวรรคตในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันเสาร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะนพศก จ.ศ. ๑๒๘๙ (๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐) ณ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม พระชนมายุ ๖๖ พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี พร้อมด้วยพระราชนัดดา และพระราชนัดดาทรงเลี้ยง ทรงหมอบเฝ้าฯ อยู่ข้างพระที่ พระบรมศพอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิต พระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระเกียรติยศถวายไว้อาลัย ๑๐๐ วันเป็นกรณีพิเศษ พระเมรุนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงหนังสือ "สามก๊ก" แจกเป็นของที่ระลึก และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์โคลงถวายหน้าพระบรมศพทุกศัตมวาร

งานพระเมรุจัดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน ณ ปะรำพิธีท้องสนามหลวง

     Share


สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี

<< พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินีโคลงสี่สุภาพรายพระนามพระราชโอรส-พระราชธิดา ในรัชกาลที่ ๔ >>

 

Posted on Wed 14 Nov 2007 11:11