ราชวงศ์จักรี (รัชกาลที่๑ - ๙)
     
 
Calendar


Last Entry

สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี
พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ
พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย
ปฐมวงศ์
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์
ราชสกุลในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ราชสกุลในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระปฐมวงศ์ในพระบรมราชวงศ์จักรี
7 มหาราชไทย
ราชวงศ์จักรี (รัชกาลที่๑ - ๙)
ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคัดเลือก พระภรรยาเจ้า จากบรรดาพระเจ้าน้องนางเธอทั้งหลาย
คำขวัญประจำจังหวัด ภาคเหนือ
คำขวัญประจำจังหวัด ภาคตะวันออก
คำขวัญประจำจังหวัด ภาคใต้
คำขวัญประจำจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คำขวัญประจำจังหวัด ภาคกลาง
ธงชาติไทย
๔๙ ราชินี (6)
๔๙ ราชินี (5)
๔๙ ราชินี (4)
๔๙ ราชินี (3)
๔๙ ราชินี (2)
๔๙ ราชินี (1)
องค์ความรู้กษัตริย์และราชวงศ์ และ องคมนตรี กับเหตุการณ์ปัจจุบัน และ ราชธรรมของพระมหากษัตริย์ และการสืบสันตติวงศ์
Update หนังเกาหลี
Start Diary

Favourite Diary

Sponsor








 

ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

สมัยราชอาณาจักรสุโขทัย

ราชวงศ์พระร่วง

       พระนาม
  ปี พ.ศ.

1. พระเจ้า (พ่อขุน) ศรีอินทราทิตย์

พ.ศ. 1781- ?

2. พระเจ้า (พ่อขุน) บางเมือง (บางตำราเขียน บาลเมือง)

พ.ศ. ? -1822

3. พระเจ้า (พ่อขุน) รามคำแหงมหาราช

พ.ศ. 1822-1842

4. พระเจ้า (พระยา) เลอไท

พ.ศ. 1842-1891

5. พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าลิไท)

พ.ศ. 1891-1912

6. พระมหาธรรมราชาที่ 2 (พระเจ้าไสยลือไท)

พ.ศ. 1913-1931

7. พระมหาธรรมราชาที่ 3

พ.ศ. 1931-1962

8. พระมหาธรรมราชาที่ 4

พ.ศ. 1962-1981

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

สมัยราชอาณาจักรศรีอยุธยา

ราชวงศ์อู่ทอง (เดิมเรียกราชวงศ์เชียงราย)
      พระนาม     ปี พ.ศ.

1. สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง)

พ.ศ. 1893-1912 (19 ปี )

พ.ศ. 1912-1913 (ไม่ถึงปี)
(ถวายราชสมบัติแด่ขุนหลวงพะงั่ว)

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

พ.ศ. 1913-1931 (18 ปี )
เป็นพระมาตุลา (ลุง) ของสมเด็จพระราเมศวร
4. เจ้าทองลั่น
พ.ศ. 1931-1931 ( 7วัน )
(ถูกสมเด็จพระราเมศวรปลงพระชนม์ชิงราชสมบัติคืน

ราชวงศ์อู่ทอง

สมเด็จพระราเมศวร (สมัยที่ 2)
พ.ศ. 1931-1938 ( 7ปี )
5. สมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช

พ.ศ. 1938-1952 (14 ปี )
(ถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระนครรินทราธิราช)

 

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ

6. สมเด็จพระนครินทราธิราช หรือ สมเด็จพระอินทราชา
พ.ศ. 1952-1967 (15 ปี )
พ.ศ. 1967-1991 ( 24 ปี )
พ.ศ. 1991-2031 ( 40 ปี )
9. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระอินทราราชาที่ 2)
พ.ศ. 2031-2034 ( 3 ปี )
10. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐา)
พ.ศ. 2034-2072 ( 38 ปี )
ทรงเป็นพระราชอนุชาของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3
11. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร)
พ.ศ. 2072-2076 ( 4 ปี )
12. พระรัษฎาธิราช
พ.ศ. 2076-2077 ( 5 เดือน )
13. สมเด็จพระไชยราชาธิราช
พ.ศ. 2077-2089 ( 12 ปี )
14. พระยอดฟ้า หรือ พระแก้วฟ้า
พ.ศ. 2029-2091 ( 2 ปี )
(ถูกขุนวรวงศาธิราชปลงพระชนม์ชิงราชบัลลังก์)
15. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พ.ศ. 2091-2111 ( 20 ปี )
16. สมเด็จพระมหินทราธิราช
พ.ศ. 2111-2112 ( 1 ปี )
(เสียกรุงศรีอยุธยาแกพม่าครั้งที่ 1)
 

ราชวงศ์สุโขทัย
(ไม่เรียกราชวงศ์พระร่วง เพราะเป็นเพียงเชื้อสาย)

พ.ศ. 2112-2133 ( 31 ปี )
พ.ศ. 2133-2148 ( 15 ปี )
พ.ศ. 2148-2153 ( 5 ปี )
20. เจ้าฟ้าเสาวภาคย์
พ.ศ. 2153-2153
พ.ศ. 2153-2171 ( 17 ปี )

( ข้อ 19-21 ลงปีพุทธศักราชตามข้อมูลใหม่ที่นักประวัตืศาสตร์ค้นคว้าจากหลักฐานเก่า ๆ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในรัชสมัย ข้อมูลเดิมคือ สมเด็จพระเอกาทศรถครองราชย์ พ.ศ. 2148-2163 เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ครองราชย์ พ.ศ. 2163-2163 และสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. 2163-2171 )

22. สมเด็จพระเชษฐาธิราช
พ.ศ. 2171-2172 ( 8 เดือน )
23. สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์
พ.ศ. 2172-2172 ( 28 วัน )

ราชวงศ์ปราสาททอง

24. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
พ.ศ. 2172-2199 ( 27 ปี )
25. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย
พ.ศ. 2199-2199 ( 3-4 วัน )
26. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา
พ.ศ. 2199-2199 ( 2 เดือน )
พ.ศ. 2199-2231 ( 32 ปี )

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

พ.ศ. 2231-2246 ( 15 ปี )
29. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์)
พ.ศ. 2146-2251 ( 5 ปี )
30. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 หรือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
พ.ศ. 2251-2275 ( 24 ปี )
พ.ศ. 2275-2301 ( 26 ปี )
32. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด)
พ.ศ. 2301-2301 ( 2 เดือน )
33. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (บางตำราเขียน สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์)
พ.ศ. 2301-2310 ( 9 ปี )
(เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 )


ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

 

สมัยราชอาณาจักรธนบุรี

ราชวงศ์ธนบุรี

พ.ศ. 2310-2325

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

สมัยราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์

ราชวงศ์จักรี

      พระนาม
    ปี พ.ศ.

1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พ.ศ. 2325-2352

2. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พ.ศ. 2352-2367

3. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พ.ศ. 2367-2394

4. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พ.ศ. 2394-2411

5. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พ.ศ. 2411-2453

6. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พ.ศ. 2453-2468

7. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พ.ศ. 2468-2477

8. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

พ.ศ. 2477-2489

9. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน

ราชวงศ์จักรี (รัชกาลที่๑ - ๙)

รัชกาลที่ 1

พระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระนามเดิมว่า ด้วง หรือ ทองด้วง ประสูติ ณ กรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 เป็นบุตรของพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการอาลักษณ์ กับท่านหยก ธิดาเศรษฐี เมื่อพระชนมายุได้ 12 ปี ได้เข้าถวายตัวเป็นฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต ครั้นเมื่ออุปสมบทแล้วจึงได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวง ครั้นมีพระชันษา 25 ปี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกได้ 1 ปี ท่านได้เข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี ในตำแหน่ง พระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจหลวง ได้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการกู้บ้านเมืองหลายครั้งหลายคราว ตั้งแต่พระชนมายุได้ 32 พรรษา จนถึง 47 พรรษา ทรงกรำศึกสงครามมากมาย เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2301 ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ไปปราบเจ้าพิมาย พ.ศ. 2312 เป็นแม่ทัพไปตีเมืองกัมพูชา ตีได้เมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐ ด้วยความดีความชอบในการสงครามอย่างมากมาย ต่อมาใน พ.ศ. 2313 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศและบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น พระยายมราชและเจ้าพระยาจักรี ตามลำดับ และยังเป็นแม่ทัพในการรบกับพม่าอีกหลายครั้งเริ่มตั้งแต่การตีเอาเมืองเชียงใหม่คืนจากพม่า และได้เคยรบกับอะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพคนสำคัญของพม่าที่เมืองพิษณุโลก จนถึงกับแม่ทัพพม่าขอเจรจาหยุดรบเพื่อขอดูตัว และได้กล่าวยกย่องสรรเสริญว่า “ท่านนี้รูปก็งาม ฝีมือก็เข็มแข็งอาจสู้รบกับเราผู้เฒ่าได้ จงอุตสาห์รักษาตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแท้” พระองค์ได้รับราชการในกรุงธนบุรีจนกระทั่งได้เลื่อนยศและบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระมหากษัตริย์ศึก เพราะเหตุที่ได้รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ประชาชนจึงขนานพระนามว่า “สมเด็จเจ้าพระยา”

ครั้นปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เกิดการจลาจลขึ้นในกรุง กล่าวคือ กรรมบันดาลให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระอัธยาศัยผิดปกติไปจากพระองค์เดิม ก่อความเดือดร้อนให้แก่ปวงชนทั้งภิกษุและฆราวาส พระยาสวรรค์กับพวกจึงคิดการกบฏ ควบคุมองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปขังไว้แล้วตนออกว่าราชการแทน จึงเกิดความกันระหว่างทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายกบฏกับฝ่ายต่อต้านกบฏ ขณะนั้นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกำลังไปราชการ ทัพอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ทราบข่าวการจลาจลจึงรีบยกทัพกลับกรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ราษฎรเป็นจำนวนมากต่างพากันชื่นชมยินดี ออกไปต้อนรับ ต่างขอให้ช่วยปราบยุคเข็ญ ครั้นมาถึงพระราชวัง ข้าราชการ ทั้งปวงก็พากันอ่อนน้อมแล้วอัญเชิญเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินธร มหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 นับเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

พระบรมสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า สมเด็จพระอมรินทราพระบรมราชินี ทรงเป็นพระบรมราชินีองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระนามเดิมว่า นาค พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวมทั้ง 42 พระองค์ และพระราชโอรสที่ประสูติในพระอัครมเหสี มี 9 พระองค์ ได้แก่

    1. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระเยาว์
    2. สมเด็จเจ้าฟ้าชาย สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระเยาว์
    3. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่ พระราชชายาในสมเด็จพระเจ้าตากสินและพระราชมารดาในเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชติ
    4. สมเด็จเจ้าฟ้าชายฉิม ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย
    5. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงแจ่ม ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ
    6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระเยาว์
    7. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุ้ย ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
    8. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระเยาว์
    9. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง ต่อมาได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัตินาน 28 ปีเศษก็เสด็จ สวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. รวมพระชนมายุได้ 74 พรรษา

 

พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยทรงเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีราชภารกิจที่มากมายหลายประการในเวลาเดียวกัน และด้วยทรงตั้งปณิธานที่แน่วแน่ว่า “ตั้งใจจะอุปถัมภ์ภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี” ด้วยพระราชปณิธานอันนี้ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการป้องกันประเทศ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม สถาปนาราชธานีใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น

โดยพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประการแรก ทรงโปรดเกล้าให้มีการสร้างราชธานีใหม่แทนกรุงธนบุรี การที่ทรงย้ายราชธานีใหม่มาอีกทางฟากหนึ่งของแม่น้ำนั้นทรงใช้หลักเหตุผลทางยุทธศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะทางฟากตะวันออกนั้น

แผ่นดินมีลักษณะเป็นหัวแหลมอีกทั้งยังมีแม่น้ำเป็นคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นชัยภูมิรับศึกได้เป็นอย่างดี และไกลออกไปทางทิศตะวันออกก็เป็นที่ราบลุ่ม ดินอ่อนเป็นโคลนเลน เป็นด่านป้องกันข้าศึกได้เป็นอย่างดี ทำให้ข้าศึกที่ยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครได้ยาก การสร้างใช้เวลา 3 ปี มีกำแพงเมืองและป้อมปราการมั่นคง เขตกำแพงพระนครนั้นมีอาณาเขตตั้งแต่ มุมพระนครด้านเหนือตรงปากคลองบางลำพู ริมป้อมพระสุเมรุ เสียบริมคลองคูพระนครมาทางตะวันออก จนถึงป้อมมหากาฬ ก็ตัดลงมาทางทิศใต้จนถึงตรงปากคลองโอ่งอ่างริมป้อมจักรเพชร จึงตัดกลับขึ้นไปทางทิศตะวันตกเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึงมุมกำแพงพระบรมมหาราชวังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต่อเข้ากับกำแพงพระบรมมหาราชวังบริเวณป้อมสัตบรรพต ยาวตลอดไปจนถึงป้อมอินทรังสรรค์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (กำแพงช่วงนี้ใช้เป็นกำแพงร่วมกับกำแพงพระบรมราชวัง) แล้วจึงตัดกลับไปจนถึงป้อมพระจันทร์ ซึ่งเป็นป้อมมุมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้กำแพงพระนครช่วงนี้ อาศัยกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลด้านตะวันตก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงป้อมพระอาทิตย์ มุมพระราชวังบวรสถานมงคลด้านทิศเหนือ จนถึงป้อมพระสุเมรุ บรรจบเข้ากับกำแพงพระนครเมื่อตนเริ่มต้น กำแพงพระนครนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีเชิงเทินข้างใน บนสันกำแพงสร้างใบเสมาสำหรับบังทางขึ้นเว้นระยะเสมอกันรอบพระนคร ใต้ฐานเสมาด้านนอกกำแพงถือปูนขึ้นทำลวดลายบังผ่าหวาน 2 ชิ้น ชักเป็นหน้ากระดาน ในพื้นกระดานนี้เจาะเป็นช่องกากบาทอยู่ตรงกลางช่อง ระหว่งใบเสมาทำเป็นช่องสอดปืนเล็กสำหรับใช้ยิงเมื่อคราวสงคราม เว้นระยะห่างเสมอกันตลอดแนวพระนคร (กำแพงพระนครที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบันคือบริเวณริมคลองรอบพระนคร ตรงด้านหน้าวัดราชนัดดาราม และวังบวรนิเวศ) อีกทั้งโปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูเมืองทางทิศตะวันออก ที่เรียกว่า “คลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่าง” ในปัจจุบันพระองค์พยายามจัดผังเมืองให้มีความคล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างวัดเป็นหลักของพระนคร คือ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมราชวัง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระเชตุพน ทั้งนีร้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนว่า ไทยเราได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แล้วเหมือนในสมัยอยุธยา และทรงพระราฃทานนามราชธานีใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์” รวมถึงการสร้างพระบรมรามหาราชวังขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มมีการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2326 จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2327 ทรงสร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถานขึ้นมาในขั้นแรก ได้ แก่

1.พระราชมณเฑียรชั่วคราว โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับชั่วคราว พระราชมณเฑียรแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยไม้ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2326 ได้ก่อสร้างพระมหามณเฑียรสถานเพื่อประทับเป็นการถาวรเสร็จ จึงได้รื้อพระราชมณเฑียรชั่วคราวออกไป

2.พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เป็นปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง โดย พระที่นั่งองค์นี้ได้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังได้ถูกสายฟ้าฟาดทำ

ให้เกิดไฟไหม้เสียหาย หลังจากได้ใช้งานเพียง 5 ปีเท่านั้น

3.พระมหามณเฑียร มีพระที่นั่งประกอบกันถึง 7 องค์ ได้แก่

1.พระที่นั่งจักรพรรดิมาน

2.พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

3.พระที่นั่งอมมรินวินิจฉัยไหสูรยพิมาน พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นท้องพระโรงมาจนถึงในปัจจุบัน

4.พระปรัศว์ขวาและพระปรัศว์ซ้าย

5.หอพระสุราลัยพิมาน

6.หอพระธาตุมณเฑียร

7.พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์

4.พระมหาปราสาท หมายถึง หมู่พระที่นั่ง ประกอบด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งพิมานรัถยา และพระปรัศว์

5.พระที่นั่งพลับพลาสูง ในปัจจุบัน คือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท

6.พระที่นั่งทอง เป็นพระที่นั่งขนาดย่อม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสวนวนขวา สำหรับประพาสในพระบรมมหาราชวัง

ด้านการป้องกันประเทศ

พระองค์ทรงตรากตรำและทรงใช้สติปัญญา คามกล้าหาญเด็ดขาดตลอดพระชนม์ชีพในการทำสงครามป้องกันพระราชอาณาจักร ในรัชกาลของพระองค์มีการทำส งครามกับพม่า ถึง 7 ครั้ง โดย กองทัพไทยได้ยกไปตีเมืองตะนาวศรี เมืองมะริดและเมืองทวาย ในเขตแดนของพม่าด้วย เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้มีการฟื้นตัวมีความเข็มแข็งมากพอแล้ว เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวไทยเป็นอย่างมาก การสงครามที่ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างมากก็คือ ในตอนต้นรัชกาล คือ สงคราม 4 ทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญา ได้ปราบปรามหัวเมืองมอญและไทยใหญ่ได้ราบคาบ มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติด้วยการปราบปรามประเทศไทย จึงรวบรวมไพร่พลได้ถึง 144,000 คน กรีฑาทัพเข้าตีประเทศไทย แบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ รุกเข้ามาพร้อมกันถึง 5 เส้นทาง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทางด้านทิศเหนือพม่าได้ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองลำปาง และหัวเมืองทางด้านแม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำยม อีกด้านเข้าตีหัวเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เริ่มตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชรลงมา ทัพหลวงซี่งเป็นทัพที่ใหญ่ที่สุดเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเข้าตีพระนคร ทางด้านทิศใต้เข้ามาทางด่านบ้องตี้ตีเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เพื่อไปสมทบกับทัพเรือที่เข้ามาทางด่านเมืองมะริด

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีกำลังทหารเพียงครึ่งหนึ่งของกองทัพพม่า คือ เพียง 70,000 คนเศษ ได้ทรงใช้ยุทธวิธีใหม่ในการทำศึกสงครามครั้งนี้ โดยทรงยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ส่วนอีกทัพหนึ่งทรงให้ไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์และเมืองราชบุรี อีกด้านหนึ่งทรงส่งพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จไปตั้งค่ายมั่นที่ทุ่งลาดหญ้าเชิงเขาบรรทัด คอยสกัดทัพจากพม่าไม่ให้ลงมาจากเขาได้ กองทัพพม่าจึงต้องหยุดตั้งค่ายที่เชิงเขา ทำให้ต้องรับเสบียงอาหารจากแนวหลังเพียงทางเดียว ทางกองทัพจึงจัดหน่วยกองโจรเข้าปล้นเอาเสบียง กองทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อเข้ารบพุ่งกันพม่าจึงพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย เมื่อได้รับชัยชนะแล้วพระอนุชาธิราชจึงรีบยกทัพขึ้นไปช่วยทัพทางด้านอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้

ในปีต่อมาพม่าก็ยกทัพมาตีไทยอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า สงครามท่าอินแดงและสามสบ คราวนี้พม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดีที่สุด แก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เคยประสบมาเมื่อครั้งก่อนคราวนี้พม่าไดด้กรีฑาทัพผ่านเข้ามาทางด่านเจดีย์ 3 องค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดง และสามสบพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีค่ายที่ท่าดินแดงพร้อมกับทัพกรมพระราชวังบวรฯ ตีค่ายพม่าที่สามสบรบกันอยู่ 3 วัน ค่ายพม่าก็แต่ทุกค่าย กองทัพไทยไล่ตามติด ๆ ไปชนะค่ายพระมหาอุปราชาที่ลำแม่น้ำกษัตริย์อีกค่ายหนึ่ง กองทัพพม่าจึงพ่ายอย่างยับเยิน เสียผู้คน พาหนะเสบียงอาหารและศัสตราวุธเป็นอันมาก แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถอย่างแท้จริงในการสงครามและในรัชกาลนี้ได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลกองทัพพม่าจากล้านนา หัวเมืองภาคเหนือและราชอาณาเขตได้โดยเด็ดขาด ทำให้ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทยใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง เวียงจันทร์ กัมพูชา และด้านทิศใต้ มีดินแดงไปถึงเมืองตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี ปะริดและเประ

การชำระประมวลกฎหมาย

การชำระกฎหมายนี้สำคัญยิ่ง เพราะกฎหมายย่อมเป็นมาตรฐานในการกำหนดความสัมพันธ์ ของประชาชนในประเทศ ว่าแต่ละคนมีสิทธิ์และหน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อตนเอง ผู้อื่นและประเทศชาติอย่างใดเพียงใด เหตุที่เสียกรุงศรีอยุธยาอย่างไม่เป็นชิ้นดี พระราชกำหนดกฎหมายต่าง ๆ จึงกระจัดกระจายฟั่นเฟื่อน ไม่สามารถยึดถือเป็นหลักยุตธรรมของบ้านเมืองได้ ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2347 จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาชำระกฎหมายที่มีอยู่ให้ถูกต้องและบริบูรณ์ และผ่านการวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ให้นำมาใช้เป็นหลักในการปกครองต่อไป กฎหมายที่ทรงชำระนั้นได้ใช้สืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงยุติการใฃ้กฎหมายของรัชกาลที่ 1 ลง โดยได้ใช้ยึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลาถึง 131 ปี

ด้านการปกครอง

การปกครองประเทศนั้น ทรงจัดแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นในและชั้นนอก ส่วนตำแหน่งที่รองลงมาจากพระมหากษัตริย์นั้น คือ ตำแหน่ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และในส่วนข้าราชการนั้นมีอัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ พระสมุหกลาโหม มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าราชการฝ่ายพลเรือน คือ สมุหนายก มีหน้าที่ดูแลปกครองความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไปในพระนคร

ส่วนตำแหน่งรองลงมาอีก 4 ตำแหน่ง เรียกว่า เสนาบดีจตุสดมภ์ ประกอบด้วย

เสนาบดีกรมเมืองหรือกรมเวียง ใช้ตราพระยมทรงสิงห์เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชารักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปในราชอาณาจักร

เสนาบดีกรมวัง ใช้ตราเทพยดาทรงพระนนทิกร (โค) เป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชาการในพระบรมมหาราชวัง และพิจารณาความคดีแพ่ง

เสนาบดีกรมพระคลัง ใช้ตราบัวแก้วเป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่ในการรับ-จ่าย และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากการเก็บส่วนอากร รวมถึงบังคับบัญชากรมท่า และการค้าขายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศ และกรมพระคลังต่าง ๆ เช่น กรมพระคลังสินค้า

เสนาบดีกรมนา ใฃ้ตราพระพิรุณทรงนาคเป็นตราประจำตำแหน่ง มีหน้าที่บังคับบัญชา เกี่ยวกับกิจการนาไร่ทั้งหมด

ด้านการบำรุงพระศาสนา

ได้ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างมากและเกิดผลต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ รวบรวมได้ 3 ลักษณะ

ประการที่ 1 ทรงชำระและสถาปนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ดำรงสมณศักดิ์รับผิดชอบศาสนจักรให้รุ่งเรืองต่อไป และได้ทรงตราพระราชกำหนดกฎหมายกวดขันการประพฤติของพระสงฆ์ไว้ อย่างเคร่งครัด

ประการที่ 2 ทรงชำระพระไตรปิฏกให้ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นหลักในการศึกษาค้นคว้า

ประการที่ 3 มีพระราชศรัทธาก่อสร้างและซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยและใหญ่ไว้เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดสุทัศน์เทพวราราม

การทะนุบำรุงพระศาสนาข้อที่สำคัญที่สุด คือ การทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ทรงพระนิพนธ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมทรงบรรยายร่วมกับการชำระพระไตรปิฎกไว้ดังนี้

การชำระพระศาสนาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นั้น ทรงเริ่มต้นด้วยการทำสังคายนาพระไตรปิฎกด้วยทุนรอนที่โปรดเกล้าฯ ให้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ต่อมาความปรากฏว่าพระไตรปิฎกฉบับที่ชำระจากพระคัมภีร์ไม่ถูกต้อง มีความผิดเพี้ยนอยู่เป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระใหม่ในปีวอก พ.ศ. 2331 อันเป็นปีที่ ท 6 ในรัชกาล เป็นเวลาที่ว่างจากศึกสงคราม เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ ผู้เขียนพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่า

“พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชรำพึงถึงพระไตรปิฎกธรรมอันเป็นมูลรากแห่งพระปริยัติศาสนา ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากให้เป็นค่าจ้างลานจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน แต่บรรดามีฉบับไหนที่ใด ๆ เป็นอักษรลาว อักษรรามัญ ก็ใช้อักษรแปลงออกเป็นอักษรขอม สร้างขึ้นไว้ในตู้ ณ หอพระมณเฑียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ให้เล่าเรียนทุก ๆ พระอารามหลวงตามความปรารถนา”

แต่ท่านจึงจหมื่นไวยวรนารถ กราบทูลว่า “พระไตรปิฎกซึ่งทรงพระราชศรัทธาสร้างขึ้นไว้ทุกวันนี้อักขระบท พยัญชนะตกวิปลาสอยู่แต่เดิมมา หาผู้จะทำนุบำรุงแต่งเติมดัดแปลงให้ถูกต้องบริบูรณ์ขึ้นมาได้” ครั้นทรงสดับจึงทรงปรารภว่า “พระบาลีและอรรถกถาฎีกาพระไตรปิฎกฉบับทุกวันนี้ เมื่อแลผิดเพี้ยวิปลาสอยู่เป็นอันมากฉะนี้ จะเป็นเค้ามูลพระศาสนาและปฏิบัติศาสนาจะเสื่อมสูญเป็นอันเร็วนักสัตว์โลกทั้งปวงจะหาที่พึ่งบ่มิได้ ในอนาคตภายหน้า ควรจะทะนุบำรุงพระศาสนาไว้ให้ถาวรการเป็นประโยชน์แก่เทพยดาดมนุษย์ทั้งปวงจึงจะเป็นทางพระโพธิญาณบารมี……….”

จึงทรงเรียกพระบรมวงศานุวงศ์ มีพระบาทสมเด็จพระบวรราชเจ้าในรัชกาลนั้น เป็นประธานในพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท อารธนาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะ ฯลฯ 100 รูป มารับพระราชดำรัสให้จัดการทำสังคายนา ณ วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุ) ซึ่งพระราชทางนามใหม่ในโอกาสนี้ว่า “วัดพระศรีสรรเพ็ชรดาราม” ทรงบริจาคพระราชทรัพย์แจกจ่าย เกณฑ์พระราชวงศ์ข้าราชการทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้าให้ทำสำรับคาวหวานถวายพระสงฆ์ ซึ่งมาชำระพระไตรปิฎกทั้งเข้าเพลเวลา 436 สำรับ

เมื่อการทำสังคายนาเริ่มทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวณอิสริยยศสู่พระอุโบสถ การทำสังคายนากระทำโดยแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น 4 กองคือ ชำระพระวินัย 1 พระสูตร 1 พระอภิธรรม 1 พระสัทธาวิเสส 1 แต่ละกองอยู่ห่างกันไปในบริเวณวัดนั้น ใช้เวลาทั้งหมด 5 เดือน จึงสำเร็จ ต่อมาพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างช่างคฤหัสถ์และพระสงฆ์ สามเณรให้จารึกพระไตรปิฎกซึ่งชำระแล้วลงในใบลานเย็บเล่มเป็นคัมภีร์ มีปิดทองทับทั้งหน้าและหลัง และกรอบห่อด้วยผ้ายกเชือกรัด ถักด้วยไหมเบญจพรรณมีสลากงาและเป็นลวดลายเส้นหมึกและสลากทอ เรียกว่า ฉบับทอง เป็นอักษรบอกชื่อคัมภีร์เมื่อเสร็จแล้วทุกคัมภีร์ ทรงจัดงานฉลองสมโภชขึ้นเป็นมหกรรมพระไตรปิฎกหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในหอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ส่วนทางด้านศาสนาสถานนั้น ในขั้นแรกทรงสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พร้อมกับการสถาปนาพระบรมมหาราชวัง ในปี พ.ศ. ขึ้น เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ฟื้นฟูแล้ว เมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเสร็จทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันติดปากว่า พระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธมหามณีรัตนศาสดารามเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญมากของไทยเราปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรื่องราวของพระแก้วมรกตมีปรากฏมาแต่เดิมในตำนาน “รัตนพิมพวงศ์” ซึ่งแต่งเป็นภาษามคธ เล่าสืบกันมาว่า “พระแก้วมรกตนี้ เทวดาเป็นผู้สร้างถวายนาคเสนเถระ พระอรหันต์องค์หนึ่งที่เมืองปาฏลีบุตร พระนาคเสนผู้นี้มีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาณได้อธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เข้าประดิษฐานในองค์พระแก้วมรกต 7 แห่ง ๆ ละพระองค์ คือ พระเมาลี 1 พระนลาฏ 1 พระอังสาทั้ง 2 ข้าง และพระขานุทั้ง 2 ข้าง แล้วปิดเนื้อแก้วให้เป็นเนื้อเดียวกันดังเดิม”

พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีอำนาจขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะศึกพม่ามอญไม่ได้ จึงย้ายพระราชธานีไปตั้งที่เมืองเวียงจันทร์ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นมาด้วยและทรงประดิษฐานอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 214 ปี จนเมื่อไทยได้ทำสงครามกับกรุงศรีรัตนาคนหุต พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกไปตีเมืองเวียงจันทร์ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาไว้ยังกรุงธนบุรี

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันจันทน์ เดือน 4 แรม 14 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม

ด้านวรรณกรรม

การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ส่วนใหญ่เป็นการฟื้นฟูในด้านอักษรศาสตร์เป็นสำคัญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้พระราชนิพนธ์เองบ้าง กวีและผู้รู้เขียนขึ้นมาบ้าง ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสนพระทัยในงานด้านวรรณศิลป์เป็นอย่างมาก ทรงพระราชนิพนธ์งานวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ เป็นวรรณกรรมที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย ด้วนจะเห็นเรื่องราวของวรรณคดีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในงานศิลปะแขนงต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ การแสดงโขน เป็นต้น รามเกียรติ์ที่ทรงพระราชนิพนธ์รู้จักกันในชื่อว่า “รามเกียรติ์ รัชกาลที่ 1”ทรงนิพนธ์ลงในสมุดปกดำแบบโบราณความยาวประมาณ 102 เล่มจบ มีคำประมาณ 195840 คำ ซึ่งถือว่าเป็นวรรณคดีไทยที่มีความยาวเรื่องหนึ่ง(ในปัจจุบันทางคุรุสภาได้จัดพิมพ์ลงในหนังสือ 8 หน้ายก 4 เล่ม รวม 2,796 หน้า) โดยสำนวนโวหารในพระองค์ท่าน จะเป็นสำนวนแบบทหาร ถ้อยคำที่ใช้ก็ตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นอีก 3 เรื่อง คือ อิเหนา ดาหลังและอุณรุท อีกทั้งยังทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องย่อย ๆ อีกเรื่องหนึ่งคือ นิราศท่าดินแดง ทรงพระราชนิพนธืขึ้นในขณะที่ทำสงคราม ณ สมรภูมิรบท่าดินแดง ด้วยในปี พ.ศ. 2329 ทรงทำสงคราม ณ สถานที่แห่งนั้น

ด้านสถาปัตยกรรม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูงานช่างขึ้นมาใหม่ เนื่องด้วยในเวลานั้นช่างฝีมือดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตกเสียให้แก่พม่าข้าศึก ครั้นเมื่อได้รับอิสภาพช่างฝีมือก็เหลือน้อยเต็มที่ ทรงพระราชดำริให้ฟื้นฟูงานช่างประเภทต่าง ๆ เป็นต้นว่า งานช่างประดับมุก งานช่างเขียนลวดลายปิดทองรดน้ำ งานช่างเงินช่างทอง งานช่างไม้ งานช่างแกะสลัก เป็นต้น โดยทรงสนับสนุนให้ช่างที่ฝึกฝีมือเหล่านี้ได้มีโอภาสได้ทำงานช่างฝีมือต่าง ๆ เพื่อเป็นการฝึกฝีมือ เช่น ทรงโปรดให้ช่างเงินช่างทอง ทำเครื่องราชูปโภคตลอดจนเครื่องยศต่าง ๆ ที่พระราชทานให้แก่ผู้อื่น ถ้าเป็นเรื่องช่างก่อสร้างทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัด พระราชวัง เป็นต้น การข่างประณีตศิลป์เหล่านี้ได้รับการพื้นฟูขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนี้เอง จนมีท่านผู้ใหญ่กล่าวว่า “ฝีมือช่างไทยเพิ่งมาดีขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นของหายากสิ่งใดที่พบเห็นในเวลานี้ บรรดาเป็นของช่างฝีมือดีในรัชกาลที่ 1 ทั้งสิ้น เช่น เครื่องราชูปโภค เป็นต้น หรือถ้าจะเลือกกล่าวแต่สิ่งของซึ่งคนทั้งหลายเห็นได้ด้วยกันโดยง่า ย เช่น งานประตูมุก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และงานมุกมณฑปพระพุทธบาทฝีมือเขียนฝาผนังพระอุโบสถ วัดราชบูรณะ เป็นต้น”

งานช่างประดับมุก

งานช่างประดับมุกที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้ การผูกลายยังคงได้รับอิทธิพลมากจากกรุงศรีอยุธยา โดยการผูกลายนั้นส่วนใหญ่จะเป็นลายก้านขอเครือนก มีรูปแกะสลักที่ปลายเถาในศูนย์แต่ละวง และในบางทีมีการแทรกลวดลาย กระบี่ อสูร อมนุษย์ และเทพยดาในบริเวณสันฐานกรม ช้อนขึ้นไปตามความสูงของบานประตู

งานช่างประดับมุกชิ้นสำคัญ ๆ นั้น มีอยู่ด้วยกันหลายสถานที่ ได้แก่

1. งานช่างประดับมุกประตูพระมณฑปพระพุทธบาท ที่เมืองสระบุรี 4 คู่ เมื่อปี พ.ศ. 2329

2.งานช่างประดับมุกบานประตูพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 6 คู่

3.พระแท่นราชบัลลังก์ หรือพระแท่นเศวตฉัตร ประดิษฐานในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

4.พระแท่นราชบรรจถรณ์ ประดิษฐานในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

5.คู้พระสมุด 2 หลัง ในหอพระมณเฑียรธรรม

6.ตู้พระภูษา ในหอพระมณเฑียรธรรม

7.ตู้พระไตรปิฏก ในพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

8.บานประตูประดับมุก 4 คู่ ในพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

งานเครื่องไม้จำหลัก

งานเครื่องไม้จำหลักในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นับเป็นศิลปกรรมชิ้นสำคัญซึ่งสร้างขึ้นด้วยความคิดหลักแหลมของฝีมือช่างผู้ชำนาญ คือ

1.งานพระที่นั่งบุษบกมาลาจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระราชบัลลังก์บุษบกมีเกรินประกอบทางด้านข้างทั้งสองด้าน โครงสร้างส่วนหนึ่งทำด้วยไม้จำหลักลวดลายปิดทองปิดกระจก ส่วนฐานตอนล่างเป็นฐานก่อด้วยอิฐปั้นปูนเป็นลวดลาย ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัน

2.พระแท่นมหาเศวตฉัตร เป็นพระราชบัลลังก์สร้างขึ้นด้วยเครื่องไม้จำหลักลวดลาย มีรูปภาพประดับ 2 ชั้น ปิดทองประดิษฐานเหนือพระแท่นลา ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย พระแท่นองค์นี้มีลักษณะเด่นในทางการช่างไม้จำหลัก ตรงหน้ากระดานอุดร่องถุนในฐานชั้นที่ 2 และ 3 ซึ่งแกะเป็นลวดลายกระหนกก้านขด ฟื้นโปร่ง กระบวนผูกลายตามแบบนิยมในสมัยอยุธยา

3.พระที่นั่งบุษบกมาลา สร้างขึ้นด้วยไม้จำหลักปิดทองติดกระจก ส่วนที่เป็นบุษบก สร้างบนฐานเชิงบาทซ้อน 3 ชั้น แต่ละฐานประกอบด้วยเกรินจำหลักลวดลายกระหนกทั้ง 2 ข้าง ลักษณะเด่นในงานชิ้นนี้อยู่ตรงความงามและฝีมือแกะ

4.พระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชพาหนะขนาดใหญ่ สร้างด้วยไม้จำหลักตกแต่งลวดลายด้วยการปิดทองและติดกระจกมีความงามมาก

5.หย่องจำหลัก เป็นการจำหลักเพื่อตกแต่ง มีชิ้นที่สำคัญที่ควรยกย่อง คือ หย่องไม้จำหลักประจำพระบัญชรในพระราชวังบวรฯ เป็นงานไม้จำหลักที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยในแต่ละช่องของพระบัญชรแตกต่างไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละช่อง กระบวนการในการผูกลายนั้นก็เป็นลวดลายที่สวยงามวิจิตรบรรจงอย่างยิ่ง และในหอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นงานจำหลักที่มีความงดงามไม่แพ้กัน โดยใช้ช่างไม้ผูกลายเป็นตัวเหราอยู่ในพื้นลวดลายโปร่งที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่อง

งานเขียนปิดทองรดน้ำ

การเขียนภาพปิดทองรดน้ำที่เป็นงานช่างประติมากรรม ที่นับว่าเป็นงานชิ้นที่สำคัญที่ควรยกย่องคือ ฉากเขียนภาพปิดทองรดน้ำเรื่อง พระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งเขียนลงบนพื้นไม้กระดานเพลาะเข้าด้วยกันเป็นฉากขนาดใหญ่ สูง 2.2 เมตร ยาว 3.46 เมตร รูปภาพเขียนพรรณนาเรื่อง พระราชพิธีอินทราภิเษกตามเค้าที่มีมาตามกฎมณเฑียรบาลตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า กระบวนการเขียนนั้นมีลักษณะที่มีพื้นเป็นสีดำ รูปภาพเป็นสีทอง วึ่งงานศิลปะประเภทนี้ได้รับอิทธิพลมาจากกรุงศรีอยุธยานั้นเอง

การถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพไม่ว่าจะเป็นด้านการสงคราม ศาสนา การปกครอง และด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงทรงเป็นผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ขึ้นเป็นราชธานีใหม่ และทรงฟื้นฟูบ้านเมืองในทุกด้านทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขุดลอกคูคลอง วัดวาอารามต่าง ๆ ทั้งที่สร้างขึ้นมาใหม่ และที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ การป้องกันประเทศ ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในด้านสาขาต่าง ๆ ทั้งที่สร้างขึ้นมาใหม่ และที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ การป้องกันประเทศ ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในด้านสาขาต่าง ๆ ได้แก่ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม งานช่างปิดทองรดน้ำ งานช่างประดับมุก งานช่างเขียน งานแกะสลัก เป็นต้น ด้วยทรงมีพระราชหฤทัยที่จะฟื้นฟูประเทศขึ้นมาให้มีความรุ่งเรืองสง่างามเท่าเทียมกับกรุงศรีอยุธยา ราชธานีเก่าซึ่งนับว่าเป็นความยากลำบากอย่างมาก ต้องอาศัยทั้งพระปรีชาสามารถและทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากแต่ก็สามารถทำให้สำเร็จลงได้ ดังนั้นเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ทางกรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินการชักชวนประชาชนชาวไทย ถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” ต่อท้ายพระนามาภิไธยด้วยประชาชนทั้งหลายนั้นได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในการที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อแผ่นไทย

การสร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำริเห็นชอบว่าควรสร้างอนุสรณ์ขึ้นในเวลานั้น ให้เป็นระลึกถึงสืบไป เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 150 ปี จึงมีพระราชดำริให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ซึ่งสร้างกรุงเทพมหานคร และควรสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อพระนครฯให้ติดกับเมืองธนบุรี เพื่อให้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างแบบพระบรมรูป โดยมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของพระองค์จริง ส่วนแบบสะพานนั้น เป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68 เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 32.50 เมตร และอาจยกตอนกลางขึ้นด้วยแรงไฟฟ้าสูงถึง 60 เมตร เพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า

รัชกาลที่ 2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม พระราชสมภพเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 ณ ตำบลอัมพวา เมืองสมุทรสาคร ในขณะนั้นพระราชบิดายังทรงดำรงพระยศเป็นหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ต่อมาพระราชบิดาได้เข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระเจ้าตากสิน แห่งกรุงธนบุรี จึงได้ย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ ณ บริเวณด้านใต้ของวัดระฆังโฆษิตาราม บ้านเดิมที่อัมพวาจึงว่างลง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อุทิศที่ดินบริเวณบ้านเดิมนั้น สร้างเป็นวัด ชื่อ วัดอัมพวันเจดิยาร

ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม พระคุณเจ้าพระราชสมุทรเมธี ได้อุทิศที่ดินบริเวณวัดจำนวน 10 ไร่ ให้กับมูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ดำเนินการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 2 ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยมีพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เมื่อพระราชบิดาย้ายเข้ามารับราชการ ทรงได้เข้ารับการศึกษาจากวัดระฆังโฆษิตาราม โดยฝากตัวเป็นศิษย์กับพระวันรัต (ทองอยู่) เมื่อครั้งพระชนมายุได้ 8 พรรษา ได้โดยเสด็จพระราชบิดา ไปราชการสงครามด้วย เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระราชบิดาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ พระนาว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” จึงได้รับการสถาปนาพระยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร เมื่อประชนมายุครบ 22 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จไปจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงจำพรรษาอยู่นาน 3 เดือน (1 พรรษา) จึงทรงลาผนวช

ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนยศขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2349 หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต กรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 42 พรรษา จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักร ทรงมีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดีศรีสุนทรบรมมหาจักรพรรดิ ราชาธิบดินทร์ ธรณิณทราธิราช วัฒนากาศวราชวงศ์สมุทัยโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ธาดาธิบดีศรีสุวิบูลย์คุณอกนิฐฤทธิราเมศวรหันต์ บรมธรามิกราชาธิเบศร์ โลกเชษฐวิสุทธิรัตนมกุฎ ประเทศคตามหาพุทยางกูรบรมบพิตร” หรือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ 7 กันยาน พ.ศ. 2352

พระบาทสมเด็จพระพุทะเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระอัครมเหสีพระนามว่า “สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี” ทรงพระนามเดิมว่า บุญรอด พระธิดาในพระเจ้าพี่นางเธอสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชโอรสและพระธิดารวม 73 พระองค์ โดยประสูติในพระมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่

1.เจ้าฟ้าชายราชกุมาร สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ

2.สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4

3.สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณี ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาอุปราชาใน รัชกาลที่ 4 และได้ประสูติในเจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอก 3 พระองค์ ได้แก่

1.พระองค์เจ้าชายทับ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3

2.พระองค์เจ้าชายป้อม สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์

3.พระองค์เจ้าชายหนูดำ สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเสด็จครองราชสมบัติอยู่จน พ.ศ. 2367 รวมครองอยู่ในสิริราชสมบัตินาน 15 ปี ก็ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้ มิได้รู้สึกพระองค์จึงไม่ได้ทรงพระราชทานราชสมบัติให้แก่ผู้ใด ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้อยู่ 3 วัน ก็เสด็จสวรรคต

พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

การทำนุบำรุงประเทศ

ด้วยในระยะแรกของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่ายังคงรุกรานประเทศไทยอย่างต่อเนื่องพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองและป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้น เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านคอยป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเล ที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมืองปากลัดโดยทรงมีพระราชบัญชาให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองสร้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่ปากลัด (ปัจจุบัน คือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ) พร้อมป้อมปีศาจผีสิง ป้อมราหู และป้อมศัตรูพินาศ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์ นอกจากนี้ยังทรงให้กรมหมื่นมหาเจษฏาบดินทร์เป็นแม่กองจัดสร้าง ป้อมผีเสื้อสมุทร ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ ขึ้นที่เมืองสมุทรปราการ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ไปคุมงานก่อสร้างป้อมเพชรหึงส์เพิ่มเติม ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ การสร้างเมืองหน้าด่านและป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ด้วยการที่จะป้องกันมิให้ข้าศึกเข้ามาถึงพระนครได้โดยง่าย ถือว่าทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล

ด้านการป้องกันประเทศ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยหลายครั้งเริ่มตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเสวยราชย์ได้เพียง 2 เดือน ในขณะนั้นกาตริย์พม่าพระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทัพพม่า 2 นาย คือ แม่ทัพเรืออะเติ้งหงุ่นยกทัพเรือเข้ามาตีประเทศไทยทางหัวเมืองชายทะเลทางด้านตะวันตก และสามารถตีได้เมืองตะกั่วทุ่งและตะกั่วป่า และได้ล้อมเมืองถลางไว้ก่อนที่กองทัพไทยจะยกลงไปช่วย แต่เมื่อกองทัพไทยได้ยกลงไปช่วยก็สามารถพม่าแตกพ่ายไป ส่วนทางด้านทัพบก พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทัพสุเรียงสาระยอ ยกกำลังมาทางบก เพื่อเข้าตีหัวเมืองทางด้านทิศใต้ของไทยและสามารถตีได้เมืองมะลิวัน ระนองและกระบี่ พระบาทสมเด้จพระพุทะเลิศหล้านภาลัยได้ส่งกองทัพและเกิดปะทะกับกองทัพที่ยกลงไปช่วย ทหารพม่าสู้กำลังฝ่ายไทยไม่ได้ก็แตกถอยหนีกลับไป

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2363 พระเจ้าปดุงกษัตริย์ได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าปดุง ก็คิดจะยกทัพมาตีไทยอีกโดยสมคบกับพระยาไทรบุรี ซึ่งเปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ายพม่า แต่เมี่อทราบว่าฝ่ายไทยจัดกำลังทัพไปเตรียมรับศึกอย่างแข็งขันตามช่องทางที่พม่ายกเข้ามาพม่าเกิดกลัวว่าจะรบแพ้ไทย จึงยุติไม่ยกทัพเข้ามา พอดีกับพม่าติดการสงครามกับอังกฤษจึงหมดโอกาสที่จะมาตีไทยอีก

ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงบริหารบ้านเมือง โดยการให้เจ้านายรับหน้าที่ในการบริหารงานราชการในกรมกองต่าง ๆ เท่ากับเป็นการให้เสนาบดีได้มีการปรึกษาข้อราชการก่อนที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผ่อนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชาย เหลือเพียงปีละ 3 เดือน (เข้ารับราชการ 1 เดือน แล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3 เดือน สลับกันไป) นอกจากนี้ยังทรงรวบรวมพลเมืองให้เป็นปึกแผ่นมีหน่วยราชการสังกัดแน่นอก โดยพระราชทานโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกหน่วยราชการที่สังกัดได้ พระองค์ยังได้ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมข้าราชการที่มีความรูความสามารถได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ตนถนัด ในรัชกาลนี้จึงปรากฎพระนามและนามข้าราชการที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีกกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย ณ นคร) ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นต้น

และด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้พลเรือนของพระองค์เป็นคนดี มีคุณภาพ จึงได้ทรงออกพระราชบัญญัติ เรื่อง ห้างเลี้ยงไก่ นก ปลากัด ไว้ชนและกัดเพื่อการพนัน กับออกพระราชกำหนดห้าใสุบฝิ่น ขายฝิ่น ซื้อฝิ่น พร้อมทรงกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามฝิ่นแบบต่างชาติ

ในช่วงที่ทรงขึ้นครองราชสมบัติใหม่ ๆ นั้น สมเด็จเจ้าฟ้าชายสุพันธุวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต ราชโอรสในพระเจ้าตากสินมหาราชกับพวก ซึ่งได้แก่ เจ้าพระยาพนเทพ บุนนาค) โอรสทั้ง 6 พระองค์ของกรมขุนกษัตรานุชิต รวมทั้งพระราชโอรส กับพระราชธิดาอีกหลายพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คิดกบฎชิงราชสมบัติ ทรงโปรดให้ทำการสอบสวนเมื่อปรากฎว่ามีความผิดจริง จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้งหมด

ด้านการบำรุงพระศาสนา

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอย่างมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนาสถาน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่หลายวัด ได้แก่ วัดสุทัศน์เทพวราราม วัดชัยพฤกษ์มาลา วัดโมฬีโลก วัดหงสาราม และวัดพระพุทธบาทที่สระบุรี ที่สร้างค้างไว้ ตั้งแต่เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม โดยสร้างพระอุโบสถ พระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นพระอารามประจำรัชกาล

ในปี พ.ศ. 2353 ได้ทรงจัดสมณทูตจำนวน 8 รูป ออกไปยังประเทศลังกาเพื่อค้นหาพระไตรปิฏกซึ่งชำรุดเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยามาเพิ่มเติมและตรวจสอบกับพระไตรปิฎกฉบับที่มีการสังคายนาใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาดลก พร้อมกับดูความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา เม่อคณะสมณฑูตกลัยมาได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งถือกันว่าเป็นเชื้อสายของต้นศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่พระพุทธคยาในอินเดียและได้มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้นำไปปลูกที่เมืองนครศรีธรรมราช 2 ต้น ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม 1 ต้น ที่วัดสระเกศ 1 ต้น และที่เมืองกลันตันอีก 1 ต้น

การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในรัชกาลนี้ทรงรุ่งเรืองเป็นอันมาก โดยทรงโปรดให้แก้ไขหลักสูตรจากปริญญาตรี โท เอก มาเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค ถึง 9 ประโยค ทำให้พระภิกษุสามเณร ตลอดจนนักศึกษาที่มีความรู้ภาษาบาลีแตกฉานยิ่งขึ้น กับได้ทรงออกพระราชกำหนดให้พลเมืองทำวิสาขบูชา ห้ามล่าสัตว์ 3 วัน และตั้งโคมแขวนตั้งเครื่องสักการะบูชา รักษาอุโบสถศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทำทาน ปล่อยสัตว์ สดับพระธรรมเทศนาเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

ด้านศิลปวัฒนธรรม

ในด้านการทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรมของชาติ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา ทั้งทางด้านประติมากรรม ได้ทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้นแกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์ นับเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมเนื่องด้วยภาพที่ทรงแกะสลักนั้น ทั้งสัตว์ต่ างๆเช่น เสือ หมี ช้าง นกและพืชพรรณไม้ ดูเหมือนจะสามารถเคลื่อนไหวได้จริง ๆ ได้ทรงแกะสลักศรีษะหุ่นด้วยไม้สัก 1 คู่ เรียกว่า พระยารักน้อยและพระยารักใหญ่ ในปัจจุบันงานศิลปะทั้ง 2 ชิ้นนี้ เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ได้ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระประธานวัดอรุณราชวรารามด้วยพระองค์เองอีกด้วย

ด้านดนตรี

ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การดนตรีทั้งในการสร้งเครื่องดนตรีและการเล่นพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในการสีซอสามสาย ได้พระราชทานซอคู่พระหัตถ์ว่า ซอสายฟ้าฟาด และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง บุหลันลอยเลื่อน หรือ เรียกว่าเพลงพระสุบินนิมิต ซึ่งเป็นที่ไพเราะและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านวรรณคดี

อาจกล่าวได้ว่า รัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นยุคทองของวรรณคดีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ละครรำรุ่งเรืองถึงขีดสุด ด้วยพระองค์ทรงกวีเอก ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่ม เป็นต้นว่า รามเกียรติ์ ตอนลักสีดา จนถึงวานรถวายพล ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ตอนนางลีดาลุยไฟ ได้ทรงปรับปรุงจากบทความเดิมให้มีความไดเราะเหมาะสำหรับการแสดงดขน และได้ทรงพระราชนิพนบทพากย์โขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย ตอนศึกอินทรชิตหักคอช้างเอราวัณ เป็นบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วพบนางพิมพ์ ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง

ส่วนพระราชนิพนธ์ เรื่อง อิเหนา นั้นทรงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีใสโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป้นยอกของกลอนบทละครรำ ด้วยเป็นเนื้อเรื่องที่ดีทั้งเนื้อความและทำนองกลอน

ส่วนบทละครนอก พระสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมาด้วยกัน 1 เรื่อง ได้แก่

1.ไชยเชษฐ์ เป็นเรื่องราวเสียดสีในราชสำนัก

2.สังข์ทอง เค้าเรื่องเกี่ยวกับการเสียดสี่เรื่องราวในพระราชสำนัก

3.มณี

4.ไกรทอง เดิมเป็นนิทานพื้น

5.คาวี มีเนื้อเรื่องเหมือนกับเสือโคคำฉันท์

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรือ เรื่อง กาพย์เห่เรือขมเครื่องคาวหวาน ซึ่งมีความไพเราะและแปลงใหม่ไม่ซ้ำแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 58 ตอน คือเห่ชมเครื่องคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครื่องหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็นบทเห่นี้เข้าในกันว่าเป็นการชมฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ในเรื่องการทำอาหาร

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ยกย่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องด้วยทรงสร้างสรรค์วรรณคดีที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกของชาติจำนวนมาก และรวมถึงทรงปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุขอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

และเนื่องด้วยในรัชกาลนี้ มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงมีพระราชดำริให้แก้ไขธงชาติไทยจากที่เคยใช้ธงแดงมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้ทำเป็นรูปช้างเผือกอยู่ในวงจักรติดในธงพื้นแดง ซึ่งใช้เป็นธงชาติสืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ 6

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงดำเนินนโยบายการบริหารประเทศแบบผ่อนสั้นผ่อนยาว เป็นมิตรไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ทำให้ในรัชสมัยของพรองค์ปราศจากสงครามประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างสุขสงบ และในรัชสมัยนี้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นมีความมั่นคงและเจริญขึ้นเป็นอย่างดี

ในปี พ.ศ. 2352 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาดลกมหาราช ทรงเสด็จสวรรคตพระเจ้าเยียลอง พระเจ้าแผ่นดินญวน ได้ส่งทูตเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ พร้อมกับมีพระราชสาสน์มาขอเมืองพุทไธมาศคืน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่าไทยมิได้ส่งทหารไปดูแลเลยจึงทรงตกลงคืนให้ ทำให้สัมพันธภาพกับญวนเป็นไปได้ด้วยดี

สมเด็จพระอุทัยราชาเจ้าเขมร ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้การอุปถัมภ์นั้น เกิดผูกใจเจ็บกับไทยตั้งแต่ถูกติเตียนเรื่อง ที่อุกอาจเข้าเฟ้าโดยพลการ จึงมีความคิดที่จะกระด้างกระเดื่องต่อประเทศไทย โดยเริ่มจากการไม่เข้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาดลกมหาราชด้วยตนเอง และเมื่อคราวกรุงเทพฯ มีศึกกับพม่าก็ไม่ยอมยกทัพมาช่วยเหลือ แลละสมเด็จพระอุทัยราชาก็หันไปพึ่งอำนาจจากญวนแทน โดยแม้จะส่งเครื่องราชบรรณาการมายังไทย แต่อำนาจของไทยในเขมรก็เสื่อถอยลงตามลำดับเป็นต้นมา

เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาหาราช ได้แสดงความจงรักภักดีตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วยดี โดยช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลหัวเมืองของไทยในแถบนั้นจนสิ้นรัชกาลที่ 2

เพื่อให้การติดต่อค้าขายกับประเทศจีนเป็นไปได้โดยสะดวก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงแต่งตั้งทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการ ไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าเจี่ยเข่ง พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์เซ็ง ณ กรุงปักกิ่ง ต่อมาพระเจ้าเจี่ยเข่งสิ้นพระชนม์ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งราชทูตไทยไปเคารพพระบรมศพ และเจริญพระราชไมตรีต่อพระเจ้าตากวางได้สืบราชสมบัติแทน

โปรตุเกสกับไทยได้เคยมีการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเมื่อบ้านเมืองเกิดสงครามกับพม่า โปรตุเกสก็พากันออกไปค้าขายที่เมืองอื่น ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2363 พระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกสก็ได้ส่งทูตเข้ามาขอทำสัญญาทางพระราชไมตรี เพื่อความสะดวกในการติดต่อค้าขาย

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

เนื่องในมหามงคลสมัยครบรอบ 200 ปีแห่งการเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2310 มูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ขึ้นที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจุดเด่นของอุทยานแห่งนี้ คือ เรือนไทยภาคกลางขนาดกลาง 5 หลัง เป็นแบบเรือนไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และหอสมุด เรือนไทยที่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบชาติพันธุ์วิทยา แสดงความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เรือนไทยแฝดหลังกลางเป็นเรือนประธานจัดแสดงศิลปวัตถุที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 2 เช่น เครื่องเบญจรงค์ หัวโขน ตัวหุ่นกระบอกนางผีเสื้อสมุทร เป็นต้น เครื่องใช้ประจำวัน เช่น โม่หินใช้สำหรับโม่แป้ง หินบดยา ขันสาคร เป็นต้น

เรือนต่อไมาได้จัดแสดงตู้หุ่นวรรณคดีตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ละตู้มีความสวยงามและประณีต บทละครที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ สังข์ทอง ตอนพระสังข์เที่ยวชมปราสาทนางพันธุรัตน์ ในขณะที่นางยักษ์ไม่อยู่ได้พบบ่อเงินบ่อทองจึงลองเอกนิ้วจุ่มดู ตู้บทละครนอก เรื่องมณีพิชัย จัดทำตอน พระอินทร์แปลงนางยอพระกลิ่นให้เป็นพราหมณ์ พระมณีพิชัยต้องตามนางยอพระกลิ่นเข้าไปอยู่ในป่า เพื่อลองในพระสวามี พราหมณ์จึงแปลงร่างเป็นผู้หญิงสาวออกมาเดินให้พระมณีพิชัยเห็น

ส่วนเรือนไทย 2 หลัง ทางปีกขวาจัดเป็นห้องผู้ชายไทย มีเตียงนอน อุปกรณ์เขียนอ่าน พระพุทธรูปบูชา ฉากลายจีน อาวุธ เช่น โล่ เขน เป็นต้น ปีกซ้ายจัดเป็นห้องผู้หญิงไทย มีเตียงนอนเครื่องเย็บปักถักร้อย เครื่องอัดกลีบผ้า คันฉ่อง เป็นต้น ที่ชานเรือนจัดไม้กระถางไม้ดอก อ่างบัว แบบเรือนไทยในเรื่องขุนช้างขุนแผน เรือนไทยอีกหลังหนึ่งจัดเป็นหอสมุด สร้างในน้ำตามแบบหอไตรสมัยโบราณตามวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นการป้องกันปลวก แมลงและอัศคีภัย และเพื่อให้ความเย็นรักษาหนังสือหอสมุดแห่งนี้ได้รวบรวมหนังสือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและผลงานของกวีร่วมสมัย เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร นายรินทร์ธิเบศร์ สุนทรภู่ เป็นต้น อุทยานแห่งนี้จึงนับว่าเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยอย่างยิ่ง

บทสรุป

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่าเป็นแผ่นดินทองแห่งวรรณกรรมด้วยทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรรม รวมถึงนาฎกรรม ดังจะเห็นได้จากมรดกทางวัฒนธรรมที่พระองค์เป็นผู้สร้างไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง อุทยานพระบรมราชานุสาวรียืเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้อย่างชัดเจนที่สุด และในอุทยานพระบรมราชานุสาวรีย์ เป็นที่ตั้งของ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานอยู่ ณ ที่นั้นด้วย

รัชกาลที่ 3

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าชายทับ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในเจ้าจอมมารดาเรียม ภายหลังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระศรีสุราลัย พระบรมราชินี พันปีหลวง ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม

เมื่อปี พ.ศ.2349 พระราชบิดาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระมหาอุปราชกรมบวรสถานมงคล จึงได้รับเลื่อนพระยศตามพระราชบิดาขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ต่อมาเมื่อพระชนมายุครบผนวชตามพระราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระอัยยิกาธิราชโปรดเกล้าฯ จัดพิธีผนวชให้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จออกในพิธีผนวชครั้งนี้ด้วยแม้จะมีอายุถึง 72 พรรษาแล้วก็ตาม ด้วยทรงเป็นหลานปู่พระองค์ใหญ่ในตอนนั้น เมื่อผนวชแล้วทรงเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดราชสิทธาราม

ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 26 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงสถาปนาขึ้นดำรงพระยศเจ้ากรมมีพระนามกรมว่า “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” ในปี พ.ศ. 2356 ด้วยพระปรีชาสามารถในหลายแขนงวิชาไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา อักษรศาสตร์ รัฐประสาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านพาณิชยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทำให้เป็นที่วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้กำกับราชการโดยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง เช่น กรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมตำรวจ และยังทรงนับหน้าที่พิจารณาพิพากษาความฎีกาแทนพระองค์อยู่เสมอ ทำให้ทรงรอบรู้ราชการต่าง ๆ ของแผ่นดินเป็นอย่างดี

ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต ทรงมิได้มอบพระราชสมบัติให้กับพระราชโอรสพระองค์ใด เจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้ประชุมปรึกษาหารือแล้วลงมติว่า ควรถวายพระราชสมบัติให้แก่ พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สืบราชสมบัติแทนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี พระนาว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความรู้ความชำนาญทางด้านการปกครองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยสนองพระเดชพระคุณในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาเป็นเวลานาน ครั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชสมบัติ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านพ่าง ๆ ที่นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติเป็นเอนกอนันต์

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมิได้สถาปนาผู้ใดขึ้นเป็นพระบรมราชินี คงมีแต่เพียงเจ้าจอมมารดา และสนมเอกเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระธิดารวมทั้งสิ้น 51 พระองค์

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิมาน องค์ข้างตะวันตก เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 สิริพระชนมายุได้ 63 พรรษา 2 วัน รวมเวลาที่ทรงครองอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นเวลา 26 ปี 8 เดือน

 

พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้านเศรษฐกิจ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชสมบัตินั้นประเทศไทยตกอยู่ในภาวะยากจนเป็นอันมาก เนื่องจากเมื่อตันกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยได้ใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อทำนุบำรุงบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วยกรุงศรีอยุธยาสูญเสียทรัพย์สินจากการพ่ายแพ้สงครามพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตั้งระบบการจัดเก็บภาษีขึ้นมาหลายอย่างเพื่อหาเงินเข้าท้องพระคลังหลวง ในรัชกาลของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัฐมีรายได้เข้าประเทศหลายอย่าง คือ จังกอบ อากรฤชา ส่วย ภาษี เงินค่าราชการจากพวกไพร่ เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน เป็นต้นรายได้ของรับมีเพิ่มมากขึ้นกว่ารัชกาลก่อนทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงการเก็บภาษีอากรจากรูปของสินค้าและแรงงานเป็นชำระด้วยเงินตรา และที่สำคัญ คือ ภาษีที่ตั้งขึ้นมาใหม่ถึง 38 อย่าง ได้แก่

    1. อากรบ่อนเบี้ย คือ ตั้งโรงไว้ให้คนไปเล่นกัน นายอากรเป็นผู้เก็บค่าต๋งหัวเบี้ยส่งหลวงส่วนที่เรียกบ่อนเบี้ยส่งหลวงส่วนที่เรียกว่า บ่อนเบี้ยจีนนั้น สำหรับคนจีนเล่นกันตามประเพณีคนจีน
    2. อากรหวย ก.ข. เป็นอากรแบบใหม่ แต่คล้ายกับอากรบ่อนเบี้ยของเดิม จึงยังเรียก อากรแต่ก็ยกมาไว้ ในการเก็บภาษี
    3. ภาษีเบ็ดเสร็จ เรียกเก็บจากของลงสำเภา
    4. ภาษีของต้องห้าม 6 อย่าง
    5. ภาษีพริกไทย เรียกเก็บจากผู้ซื้อของลงสำเภา
    6. ภาษีพริกไทย เรียกเก็บสิบลดจากผู้ขาย
    7. ภาษีฝาง
    8. ภาษีไม้แดง เรียกเก็บจากผู้ซื้อของลงสำเภา
    9. ภาษีไม้แดง เรียกเก็บสิบลดจากผู้ขาย
    10. ภาษีเกลือ
    11. ภาษีน้ำมันมะพร้าว
    12. ภาษีน้ำมันต่าง ๆ
    13. ภาษีกระทะ
    14. ภาษีต้นยาง
    15. ภาษีไม้ชัน
    16. ภาษีฟืน
    17. ภาษีจาก
    18. ภาษีกระแซง
    19. ภาษีไม้ไผ่ป่า
    20. ภาษีไม้รวก
    21. ภาษีไม้สีสุก
    22. ภาษีไม้ค้างพลู
    23. ภาษีไม้ต่อเรือ ได้แก่ กง กระดาน จังกูด สมอ พังงา
    24. ภาษีไม้ซุง
    25. ภาษีฝ้าย
    26. ภาษียาสูบ
    27. ภาษีปอ
    28. ภาษีคราม
    29. ภาษีเนื้อ ปลาแห้ง
    30. ภาษีเยื่อเคย
    31. ภาษีน้ำตาลทราย
    32. ภาษีน้ำตาลหม้อ
    33. ภาษีน้ำตาลอ้อย
    34. ภาษีสำรวจ
    35. ภาษีเตาตาล
    36. ภาษีจันอับ ไพ่ เทียนไข เนื้อ และขนมต่าง ๆ
    37. ภาษีปูน
    38. ภาษีเกวียนต่าง เรือจ้างทางโยง

การเก็บภาษีอากรภายในประเทศนี้ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งระบบการเก็บภาษีโดยให้เอกชนประมุลรับเหมาผู้ขาดไปเรียกเก็ยภาษีจากราษฏรเอง เรียกว่า เจ้าภาษีหรือนายอากร ซึ่งส่วนใหญ่ชาวจีนจะเป็นผู้ประมูลได้ การเก็บภาษีด้วยวิธีการนี้ ทำให้เกิดผลดีหลายประการในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสามารถเก็บเงินเข้า พระคลังมหาสมบัติได้สูงแล้ว ยังส่งผลดีทางด้านการเมืองอีกด้วย คือ ทำให้เจ้าภาษีนายอากรที่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนนั้น มีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ และมีความผูกพันกับแผ่นดินไทยแนบแน่นขึ้น

นอกจากนี้รายได้ของรัฐอีกส่วนหนึ่ง ยังได้มาจากการค้าขายกับชาวต่างประเทศได้ผลประโยชน์จากภาษีหลายชั้น คือ ภาษีเบิกร่อง ภาษีขาออก และการค้าแบบผูกขาดของพระคลัง นอกจากนี้ไทยยังส่งเรือสินค้าเข้าไปค้าขายในประเทศต่าง ๆ เนื่องจากพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยและเชี่ยวชาญการส่งเรือสินค้ามาตั้งแต่ครั้งดำรงพระยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนสมเด็จพระชนกนาถตรัสเรียกพระองค์ท่านว่า “เจ้าสัว” เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงทรงสนับสนุนการค้า ขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทรงมีเรือกำปั่นพาณิชย์ประมาณ 11-13 ลำ เรือกำปั่นของขุนนางที่สำคัญอีก 6 ลำ

รายได้จากการค้าสำเภานี้นับเป็นรายได้ที่สำคัญยิ่งอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพมั่นคงและรัฐมีรายได้มากขึ้น รายได้นี้จึงได้นำมาใช้ในการทำนุบำรุงบ้านเมือง การป้องกันประเทศ การศาสนา และด้านอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในรัชสมัยของพระองค์เองและในรัชสมัยต่อมา กล่าวคือ

รายได้ของแผ่นดินในรัชกาลนี้ปรากฏว่าสูงขึ้นมาก บางปีมีจำนวนมากถึง 25 ล้านบาท เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เงินในท้องพระคลังหลวงซึ่งหมายรวมถึงเงินค่าสำเภาด้วย เหลือจากการจับจ่ายของแผ่นดินมี 40,000 ชั่ง และด้วยทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในด้านการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ก่อนที่จะเสด็จสวรรคตทรงมีพระราชปรารภให้แบ่งเงินส่วนนี้ไปทำนุบำรุงรักษาวัดที่ชำรุดเสียหายและวัดที่สร้างค้างอยู่ 10,000 ชั่ง ส่วนที่เหลืออีก 30,000 ชั่ง โปรดให้รักษาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการแผ่นดินต่อไป เงินจำนวนดังกล่าวนี้กล่าวกันว่าโปรดให้ใส่ถุงแดงเอาไว้ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาใช้จ่ายเป็นค่าปรับในกรณีพิพาทระหว่างประเทศ เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) จะเห็นได้ว่า แม้สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จสวรรคตไปแล้ว พระองค์ยังมีส่วนช่วยเหลือประเทศให้รอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็ด้วยเงินถุงแดงที่พระองค์ทรงเก็บสะสมไว้

ด้านการปกครอง

ลักษณะการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังคงเป็นแบบอย่างที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี คือ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของการปกรองประเทศ ทรงเป็นประมุขผู้พระราชทานความพิทักษ์รักษาบ้านเมืองให้ปลอดภัยตำแหน่งรองลงมา คือพระมหาอุปราช ซึ่งดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตำแหน่งบังคับบัญชาในด้านการปกครองแยกต่อมา คืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร คือ พระสมุหพระกลาโหม และฝ่ายพลเรือน คือ สมุหนายก ตำแหน่งรองลงมา เรียก เสนาบดีจตุสดมภ์ คือ เสนาบดีเมืองหรือเวียง กรมวัง กรมพระคลัง และกรมนา

ในรัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้เลือกสรรเจ้านายที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นผู้กำกับราชการ ควบคุมดูแลและเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ในหน้าที่ต่าง ๆ กัน เหนืออัครเสนาบดี และเสนาบดีทั้ง 4 ตำแหน่ง เช่น พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงกำกับราชการกรมพระคลังหรือกรมท่า

ส่วนการบริหารราชการแผ่นดิน ยังคงจัดแบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองชั้นใน และหัวเมืองประเทศราช ดังที่เคยปกครองกันมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการแบ่งการปกครองในลักษณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาในการปกครองหัวเมืองประเทศราช เช่น ลาว เขมร และมลายู เพราะหัวเมืองเหล่านี้พยายามหาทางเป็นเอกราช หลุดจากอำนาจของอาณาจักรไทยด้านการทำนุบำรุงประเทศ

ในสมัยรัตนโกสินทร์ เน้นหลักไปในด้านการก่อสร้างบ้านเมือง ตลอดจนการขุดลอกคูคลองสร้างป้อม สร้างเมือง ฯลฯ เพราะอยู่ในระยะการสร้างราชธานีใหม่ และพระมหากษัตริย์ในสามรัชกาลแรกทรงยึดถือนโยบายร่วมกันในอันที่จะสร้างบ้านเมืองให้ใหญ่โตสง่างามเทียบเท่ากับกรุงศรีอยุธยา นับตั้งแต่การสร้างพระบรมมหาราชวัง วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นต้น

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัตถุสถานต่าง ๆ ที่สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ อาทิด พระบรมมหาราชวัง และวัดวาอารามต่าง ๆ และยังทรงเป็นพระธุระในการขุดแต่งคลองเพิ่มเติม คือ คลองสุนัขหอน คลองบางขุนเทียนคลองพระโขนง และคลองแสนแสบ (คลองบางขนาก)

ในรัชกาลนี้บ้านเมืองขยายตัวมีการตั้งเมืองใหญ่ ๆ ขึ้นมาก เช่น เรณูนคร อำนาจเจริญ อาจสามารถอากาศอำนวย หนองคาย เป็นต้น พระองค์ทรงประกาศว่า หัวเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอาณาจักรไทย และพระราชทานการทำนุบำรุงด้วยประการต่าง ๆ ให้มีความเจริญขึ้นทัดเทียมส่วนกลาง เป็นผลให้ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอาณาจักรไทยตราบเท่าทุกวันนี้ด้านการป้องกันประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์แม้ว่าการสงครามทางด้านทิศตะวันตกระหว่างไทยกับพม่าจะเบาบางและสิ้นสุดในรัชกาลที่ 3 เพราะพม่ารบกับอังกฤษ แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้ว่างเว้นจากศึกสงครามตลอดรัชกาต้องยกทัพไปสู้รบป้องกันพระราชอาณาเขตส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือและทิศใต้

ในรัชสมัยนี้มีเหตุการณ์ทำสงครามที่สำคัญ คือ เมื่อ พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นกบฎโปรดให้สมเด็จพระบวราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์เป็นแม่ทัพไปปราบปรามและยึดเมืองเวียงจันทน์ได้ในปี พ.ศ. 2370

พ.ศ. 2376-2391 การทำสงครามกับญวนที่พยายามชิงเขมรไปจากไทย 4 ครั้ง และญวนสามารถสู้รบกันในแผ่นดินเขมรส่วนนอก เป็นเวลานานถึง 15 ปี จนเลิกรบกัน ผลของสงครามทำให้ไทยได้เขมรมาอยู่ในปกครองอีก

นอกจากนั้นทรงเตรียมรบอยู่พร้อมสรรพมีการสร้างป้อมป้องกันศัตรูทางน้ำ เช่น ที่ เมืองสมุทรสาครเป็นต้น ในปลายรัชกาลโปรดให้สร้างเรือกำปั้นรบ กำปั่นลาดตระเวน ไว้รักษาพระนครและค้าขายนอกจากนี้ยังทรงสร้างสมอาวุธยุทธปกรณ์ไว้เป็นอันมาก คลองต่าง ๆ ที่ขุดขึ้นในรัชสมัย นอกจากตั้งพระราชหฤทัยจะให้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมแล้ว ยังใช้เป็นทางลัดไปมาระหว่างสงครามอีกด้วยด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ราชอาณาจักรไทยมีการติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเซียและยุโรปมานาน ทั้งด้านการทูตและด้านการค้า ชาติที่สำคัญในทวีปเอเซีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนชาติในทวีปยุโรป ได้แก่ อังกฤษ โปรตุเกส เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ 1 ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีน ญวน เขมร ลาวและมลายู แต่มีปรเทศโปรตุเกสเป็นชาติเดียวในยุโรปที่เข้ามาติดต่อในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมามีชาวยุโรปอื่นเข้ามาเจรจาเปิดสัมพันธไมตรี คือ อังกฤษ และสหรัฐอเมริการ

ในบรรดาประเทศต่าง ๆ ในเอเซียนั้น ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ็อันดีกับไทยทั้งทางด้านการทูตและการค้า ในรัชสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยจัดส่งราชทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศจีน ใน พ.ศ. 2368 และการค้าระหว่างไทยกับจีนก็ดำเนินไปได้ด่วยดีตลอดรัชสมัย

ในขณะนั้นประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีและตกลงทำสัญญาการค้า ซึ่งเจรจาตกลงเรื่องการค้าไม่ประสบผลสำเร็จนัก ด้วยในตอนต้นทรงมีนโยบายไม่ยอมอ่อนข้อให้กับประเทศตะวันตกด้วยระมัดระวังในเกียรติของชาติ รวมถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญการทำสัญญาการค้าในประเภทที่ไทยจะต้องเสียเปรียบก็ไม่ทรงยินยอม ทรงพยายามที่จะรักษาประโยชน์ของชาติให้มากที่สุด ที่ทรงกระทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่ทรงตระหนักถึงภัยจากการรุกรานของมหาอำนาจตะวันตกที่มีต่อประเทศใกล้เคียง ทรงเข้าพระ ทัยดี จึงได้พระราชทานกระแสเกี่ยวกับการต่างประเทศไว้ในอนาคตก่อนหน้าที่จะเสด็จสวรรคตว่า “การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีก็อยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียท่าแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสกันทีเดียว” อย่างไรก็ดีการติดต่อกับชาวตะวันตกเช่น มิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต็นิกายโปรเตสแตนท์ ได้นำวิทยาการสมัยใหม่ทั้งทางการแพทย์ การทหาร การช่าง ดาราศาสตร์เข้ามาเผยแพร่ ทำให้ชาวไทยได้เรียนรู้วิทยาการที่ก้าวหน้าและทันสมัยนั้น ก็ทรงเห็นชอบและทรงสนับสนุนอยู่ไม่น้อยด้านการศึกษา

การศึกษาของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น วัดมีบทบาทเป็นสถาบันทางการศึกษาตามอย่างที่เป็นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา การศึกษาที่วัดส่วนใหญ่ยังเป็นไปในลักษณะเดิม และเป็นการเรียนแบบสามัญศึกษา มีพระสงฆ์เป็นครูผู้สอนหนังสือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนการเล่าเรียนเขียนอ่านสำหรับเด็ก เนื่องจากแบบเรียนเดิมนั้นยากไปกำหนับเด็ก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชแต่งตำราเรียนภาษาไทยขึ้นมาใหม่ ในชื่อเก่า คือ หนังสือจินดามณี

นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นำตำราต่าง ๆ จารึกลงบนศิลา ประดับไว้ตามฝาผนังอาคารต่าง ๆ ของวัดราชโอรสาราม วัดสุทัศน์เทพวราราม โดยเฉพาะที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอันเป็นวัดที่สำคัญที่ทรงโปรดให้บูรณะในรัชกาลของพระองค์ ความรู้และตำราต่าง ๆ ที่โปรดให้จารึกไว้นั้นมีทั้งวิชาอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสตร์และโบราณคดี เช่น ตำราโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ พร้อมกันนั้นก็ทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนแสดงท่าบำบัดโรคลม กับคำโคลงบอกชนิดของลม ตั้งไว้ในศาลารายรอบเขตพุทธาวาสทำให้ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างแพร่หลาย จนคนไทยทั้งหลายในยุคนั้นกล่าวว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย

จากการที่คณะบาทหลวงและมิชชั่นนารีมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย คณะบุคคลดังกล่าวยังเป็นผู้เผยแพร่วิชาการแบบใหม่ของตะวันตกให้แก่บุคคลสำคัญของไทยในยุคนั้น เช่นภาษีอังกฤษ ประวัติศาสตร์ การเมือง วิทยาการทางทหาร แพทยศาสตร์ วิชาการต่อเรือ เป็นต้น การดำเนินงานด้านการศึกษาของคณะระบบโรงเรียนในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ตามมา

ด้านพระพุทธศาสนา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตามพระราชประเพณีแต่ โดยส่วนพระองค์แล้ว ทรงมีพระราชศรัทธาแก่กล้าในบวรพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์พระศาสนา ตลอดรัชสมัย ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สดับพระธรรมเทศนาและปฎิบัติธรรมอยู่เป็นเนืองนิจ ทรงพระเมตตาให้ทานแก่ยาจกและวณิพกอยู่เสมอโปรดให้สร้างเก๋งโรงทานสำหรับแจกทานแก่บุคคลทั่วไป

แม้ในฤดูสำเภาออก ก็พระราชทานข้าวกล้องมอบให้จุ้นจูลำละ 50 ถัง บ้าง 1 เกวียนบ้าง ออกไปให้ทานคนยากจนที่เมืองจีน ในส่วนคณะสงฆ์ ทรงทำนุบำรุงคณะสงฆ์เป็นอย่างดี พระราชทานเงินเดือนให้อาจารย์บอกคัมภีร์พุทธวจนะแก่พระภิกษุสามเณร แม้บิดามารดาของพระภิกษุสงฆ์ที่สอบไล่ได้เปรียญก็ทรงอุดหนุนเลี้ยงดู

พระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านศาสนาที่สำคัญ คือ

1.ทรงสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเป็นจำนวนมากทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองวัดที่ทรงสร้างใหม่ 3 วัด บูรณะปฏิสังขรณ์อีกถึง 35 วัด วัดที่ทรงสร้างคือ วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดาราม ส่วนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ วัดสุทัศน์เทพวราราม ก็ทรงปฏิสังขรณ์เสริมสร้างดุจดังว่าสร้างขึ้นมาใหม่

นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระธาตุเจดีย์ คือ พระปรางค์และพระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระปราค์วัดอรุณราชวราราม พระเจดีย์ 2 องค์ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ส่วนอุทเทสิกเจดีย์ เช่น พระพุทธรูปก็ทรงสร้างไว้มากมาย

2.ทรงสร้างพระไตรปิฏกไว้ไม่น้อยกว่า 7 ฉบับ คือ ฉบับรดน้ำเอก ฉบับรดน้ำโท ฉบับทองน้อย ฉบับซุบย่อ ฉบับอักษรรามัญ ฉบับเทพชุมนุม และฉบับลายกำมะลอ เป็นต้น

3.ทรงบำรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อสางเสริมความรู้ของพระภิกษุ จนการศึกษาพระปริยัติธรรมในพระพุทธศาสนาแพร่หลายรุ่งเรืองเป็น อย่างยิ่ง

ด้านศิลปวัฒนธรรม

ศิลปกรรม

การทำนุบำรุงศิลปกรรมในรัชสมัยนี้แบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ศิลปกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่ และศิลปะแบบพระราชนิยม โดยศิลปกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ เฉพาะด้านสถาปัตยกรรม เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทย จีน และตะวันตก ด้วยติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศทำให้อิทธิพลทางด้านศิลปะเข้ามาผสมผสาน ส่วนศิลปะแบบพระราชนิยม เป็นศิลปกรรมไทยที่มีลักษณะโดดเด่นมากเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์อย่างแท้จริง ซึ่งยังหลงเหลือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจนทุกวันนี้ ก่อนที่ศิลปะทางตะวันตกจะเข้ามาอิทธิพลในงานศิลปะไทยในยุคต่อมา

วรรณคดี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวีที่สามารถพระรองค์หนึ่ง ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงสนพระราชหฤทัยในการประพันธ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายเรื่อง คือ โคลงปราบดาภิเษกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทละครเรื่องสังข์ศิลป์ชัยเพลงยาวสังวาส และบทเสภาบางตอนในเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อทรงครองราชทรงมีพระพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้ไม่มีเวลาในการพระราชนิพนธ์วรรณกรรมด้วยพระองค์เอง แต่ถึงกระนั้นก็ทรงทำนุบำรุงวรรณกรรมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาในรัชสมัยนี้ยังมีกวีที่สำคัญๆ เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และสุนทรภู่ ซึ่งมีชื่อเสียงมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 แล้ว วรรณคดีที่แต่งขึ้นมาในรัชสมัยนี้ ได้แก่ ลิลิตตะเลงพ่าย ปฐมสมโพธิกถา กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ระเด่นลันได โคลงสุภาษิตโลกนิติ เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถในศาสตร์ต่าง ๆ หลายแขนงหลายสาขา เช่น อักษรศาสตร์ รัฐประสาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พาณิชยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เนื่องเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ที่ทรงพระปรีชาสามารถฉลาดหลักแหลม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเข้ารับราชการต่างพระเนตรพระกรรณมาตั้งแต่ยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงกำกับราชการทั้งกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจ และยังทรงรับหน้าที่พิจารณาพิพากษาความฎีกาแทนพระองค์อยู่เสมอ จึงทรงรอบรู้กิจการของแผ่นดิน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การบริหาร การปกครอง อย่างเชี่ยวชาญ ครั้นเสด็จขึ้นครองราชสมบัติจึงได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นำความมั่นคงความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ศิลปวิทยาการมาสู่ประเทศเป็นเอนกประการ

บทสรุป

พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศอย่างเอนกอนันต์ ด้วยเมื่อทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จนฐานะของประเทศดีขึ้นอย่างมาก ทรงติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้มีรายได้เข้าประเทศอย่างมาก ทำให้มีเงินในการปฏิสังขรณ์อารามต่าง ๆ ในส่วนการป้องกันประเทศ ทรงทุ่มเทพระวรกายปกป้องอิทธิพลที่เข้ามารุกรานประเทศทรงขึ้นครองราชสมบัติ ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปวงชนชาวไทยจึงรวมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นในบริเวณลานเจษฎาบดินทร์ ถ.ราชดำเนิน

รัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ เด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17ตุลาคม พ.ศ. 2347 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชินี

สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงได้ศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ ในการที่จะเป็นประโยชน์แก่การปกครองในอนาคต วิชาที่ทรงศึกษา ได้แก่ ตำราพิชัยสงคราม การฝึกหัดอาวุธ วิชาคหกรรม วิชาโหราศาสตร์โดยเฉพาะวิชาภาษาต่างประเทศ พระองค์ทรงโปรดศึกษามากเป็นพิเศษ อีกทั้งสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีพระทัยสนใจในด้านพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ เมื่อพระชนมายุครบผนวช ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ. 2367โดยมีองค์สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับพระฉายาว่า

“วชิรญาณภิกขุ” ทรงประทับ ณ วัดมหาธาตุอยู่นาน 3 วัน แล้วจึงเสด็จไปจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)

หลังจากนั้นอีกเพียง 2 สัปดาห์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมชนกนาถทรงเสด็จสวรรคต แต่มิได้ทรงตรัสมอบพระราชสมบัติให้กับผู้ใด พระบรมวงศานุวงศ์จึงประชุมและลงมติในที่ประชุมว่า ควรอัญเชิญ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบเทนสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎจึงมิได้ทรงลาผนวช และทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ 3 ทำให้ทรงมีเวลามากมายในการศึกษาหาความรู้ในวิชาการแขนงต่าง ๆ จนแตกฉาน โดยเฉพาะทรงมีโอกาสได้ศึกษาวิชาภาษาต่างระเทศจากบาทหลวง และมิชชันนารีที่เข้าเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ทำให้สามารถทรงพระอักษรและตรัสภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสได้รับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวจากต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการบริหารประเทศเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ทรงตรัสเวนคืนพระราชสมบัติให้แก่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชสำนักชั้นผู้ใหญ ว่าจะเห็นควรให้ผู้ใดขึ้นครองราชสมบัติสืบแทนพระองค์ บรรดาข้าราชการและข้าราชสำนักจึงประชุม และมีมติอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ามงกฎขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตรย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ด้วยขณะนั้นพระองค์ยังทรงผนวชอยู่จึงจำเป็นต้องลาผนวชในเวลานั้นเอง

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอบู่หัวขึ้นครองสิริราชสมบัติแล้ว ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยมีฐานะเทียบเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า สมเด็จพระเทพศิริน-ทรา บรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า รำเพย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 82 พระองค์ โดยประสูติจากพระอัครมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่

1.สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

2.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา

3.สมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี ประสูติเมื่อ 13 มกราคม พ.ศ. 2399 เป็นต้นราชสกุล จักรพันธุ์สิ้นพระชนม์เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ. 2443

4.สมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ ประสูติเมื่อ 11 มกราคม พ.ศ. 2402 เสด็จทิวงคตเมื่อ13 มิถุนายน พ.ศ. 2470

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 เนื่องจากเมื่อทรงเสด็จกลับจากเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทรงประชวรด้วยโรคไข้ป่า และเสด็จสวรรคตเมื่อเสด็จถึงพระบรมมหาราชวัง รวมมีพระชนมายุ 64 พรรษาระยะเวลาที่ทรงครองอยู่ในราชสมบัตินาน 17 ปีเศษ


พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้านพระพุทธศาสนา

ทรงจัดตั้งนิกายใหม่ เรียกว่า “ธรรมยุติกานิกาย” ในปี พ.ศ. 2372 เนื่องด้วยพระองค์ท่านทรงผนวชอยู่เป็นเวลานาน ทั้งทรงแตกฉานเชี่ยวชาญในภาษมคธ บาลีและสันสฤต พระองค์จึงสามารถสอบสวนข้อความต่าง ในพระคัมภีร์พระไตรปิฏกทุกฉบับได้โดยละเอียด ตลอดจนสามารถเรียนรู้และกำหนดจดจำตามพระอรรถกถา ด้วยพระองค์เอง ซึ่งได้ความว่า คลาดเคลื่อนจากพุทธบัญญัติเป็นอันมากเมื่อพระองค์ไต่ถามศึกษาข้อปฏิบัติทรงทราบว่า ศาสนวงศ์นั้นได้หายมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเสียให้แก่พม่าแล้ว จึงไม่มีสิ่งนำมาซึ่งความเลื่อมใส พระองค์จึงได้ค้นหาผู้รู้แนะนำ จนอยู่มาถึงวันหนึ่งก็ทรงทราบข่าวว่ามีพระมอญรูปหนึ่งมีความรู้แตกฉานในพระธรรมในพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี ทรงได้มีโอกาสชักถามพระธรรมวินัยกับพระมอญรูปนี้ ท่านสามารถกราบทูลตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่วเป็นที่พอพระราชหฤทัยมากบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงทรงตั้งพระทัยจะทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยในลัทธิของฝ่ายมอญ แต่เมื่อทรงใคร่ครวญแล้วหาจะมิได้เพราะเมื่อถ้าทรงประพฤติเช่นนั้นแล้วอาจก่อให้เกิดสังฆเภทได้ จึงเข้าไปกราบทูลลาพระสังฆราช ขอกลับวัดสมอรายอีกครั้ง และทรงโปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิด ได้ร่วมกันจัดตั้งนิกายธรรมยุติกาขึ้นในครั้งนั้น ธรรมยุติกานิกายนี้พระสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงอนุเคราะห์สั่งสอนกุลบุตรและผู้มีศรัทธาในข้อวินัยวัตร และสุตตันตะปฏิบัติต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย จนกุลบุตรเหล่านั้นเกิดความศรัทธาและขอบรรพชาอุปสมบทประพฤติตามธรรมยุตินิกาย นับเป็นมหามหัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง บนยอดให้ก่อสร้างพระเจดีย์ บรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริกธาติของพระพุทธเจ้าไว้บนยอด แล้วพระราชทานนามว่า “บรมบรรพต” การสร้างพระบรมบรรพตนั้นได้ค้างมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสร็จสมบูรณ์

ในปี พ.ศ. 2403 โปรดให้จัดพิธีสมโภชพระสมุทรเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ เป็นเจดีย์ ทรงกลมแบบลังกาแทนพระเจดีย์เหลี่ยมย่อไม้สิบสองที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างค้างไว้ เพื่อสนองพระราชประสงค์จะให้สร้างปูชนียสถานไว้ที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าเมืองสมุทรปราการเพื่อเป็นนิมิตหมายว่าประเทศสยามนั้นเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา และเพื่อที่บรรดาพุทธศาสนิกชนที่สัญจรผ่านจะได้สักการะเป็นสวัสดิมงคลแก่ตนเอง และยังทรงมีพระกรุณาให้สร้างวัดขึ้นใหม่อีกหลายแห่ง ได้แก่ วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดราชประดิษฐาราม วัดปทุมวนาราม เป็นต้น

ด้านการทำนุบำรุงประเทศ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาก เนื่องจากมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมากขึ้น ทำให้บ้านเมืองในขณะนั้นดูคับแคบไปมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างถนนขึ้นมาอีกหลายสาย เพื่อการคมนาคมภายในประเทศจะได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นแม่กอง พระอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เป็นนายงานดำเนินการก่อสร้าง ถนนเจริญกรุง ให้เป็นถนนสายหลักสายแรกและในการก่อสร้างครั้งนี้ได้บอกบุญแก่ผู้ที่ศรัทธาประสงค์จะร่วมสร้างสะพานข้ามคลองเชื่อมกับถนนครั้งนี้ด้วย และในปีต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ครุฑ) เป็นแม่กอง พระพรหมบริรักษ์เป็นนายงานจัดสร้างถนนเจริญกรุงต่อจากตอนใต้ เริ่มตั้งแต่หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามไปออกประตูสามยอดสะพานเหล็ก ถนนเจริญกรุงเส้นนี้มีความยาวถึง 25 เส้น 30 วา 3 ศอก กว้าง 4 วา ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 19,700 บาท

ต่อมาพระองค์ท่านโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทพระพรหมบริรักษ์เป็นแม่กองจัดสร้างถนนบำรุงเมืองมีระยะทาง 24 เส้น 24 วา 2 ศอก ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 15,092 บาท และสร้างถนนเฟื่อง-นครขึ้นอีกสายมีความยาว 50 เส้น ใช้เงินงบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 20,042 บาท เมื่อสร้างถนนเสร็จแล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างถึงแถวขึ้นสองข้างถนน อุทิศให้เป็นสมบัติของวัดบวรนิเวศน์ฯ 1 แถว และวัดราชประดิษฐฯ อีก 1 แถว

พ.ศ.2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ เจ้าภาษีฝิ่นขุดคลองภาษีเจริญ โดยเริ่มตั้งแต่ปากคลองบางกอกใหญ่ ริมวัดปากน้ำด่านไปจนจดแม่น้ำเมืองนครชัยศรี เป็นเส้นทางยาว 620 เส้น กว้า 7 วา ลึก 5 ศอก สิ้นเงินงบประมาณเป็นค่าขุดทั้งสิ้น 112,000บาท ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากภาษีผิ่นทั้งสิ้น

เมื่อครั้งที่ยังทรงผนวชอยู่ได้เสด็จธุดงค์ไปจนถึงเมืองเพชรบุรี ได้ทรงพบที่ราบกว้างบนยอดเขาซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเพชรบุรีได้เป็นอย่างดีเป็นที่พอพระราชฆฤทัยมาก เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วงบุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กองก่อสร้าง และพระพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) ปลักเมืองเพชรบุรี เป็นนายงานก่อสร้าง สร้างพระราชวังขึ้นที่เขามหาสมณะ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเขามหาสวรรค์) พระราชวังแห่งนี้มีพระที่นั่งด้วยกันหลายแห่ง ได้แก่ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทเป็นปราสาทหลังน้อย ยอดปรางค์สร้างขึ้นด้วยพระราชดำริว่า “พระราชวังใหญ่แต่โบราณมา เช่น พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี ย่อมมีปราสาท” จึงทรงสร้างปราสาทขึ้นหลังนี้ขึ้นมาพอสังเขป ภายในปราสาทแห่งนี้ปัจจุบันได้ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชุดฉลองพระองค์ที่มีพระราชดำริขึ้นแบบใหม่และทรงชุดนี้เสด็จออกรับทูตานุทูตมาแล้ว พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาย พระกัตถ์ซ้ายทรงหนังสือประทับยืนภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร หอชัชวาลย์เวียงชัย หอนี้สร้างเป็นรูปวงกลมคล้ายกระโจมไฟ มีบันไดเวียนภายในขึ้นข้างบนหลังคา หลังคาเป็นรูปโดมมุงด้วยกระจกโค้ง ภายในโดมห้องโคมไฟ กลางคืจุดแล้วส่องเห็นไปได้ไกลถึงชายทะเลนักเดินเรือได้อาศัยแสงโคมนี้เป็นประภาคารที่หมายนำเรือเข้าอ่าวบ้านแหลมในเวลากลางคืนราษฎรเรียกว่า “กระโจมแก้ว” เนื่องจากหอชัชวาลย์เวียงชัยมีลักษณะคล้ายหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์จึงสันนิษฐาน กันว่ามีพระราชประสงค์จะใช้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เนื่องทรงสนพระทัยด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหศวรรย์ พระที่นั่งสันฐาคารสถานพระที่นั่งพิมานเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งราชธรรมสภา พระที่นั่งเพชรมเหศวร์ และพระที่นั่งจัตุเวทประดิษฐ์พจน์เป็นต้น ทั้งนี้เริ่มลงมือก่อสร้างในปี พ.ศ. 2398 และก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2403 และพระราชทานนามพระราชวังแห่งนี้ว่า “พระนครคีรี” (หรือรู้จักกันดีในนาม เขาวัง) นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระพุทธเจดีย์ และพระธาตุจอมเพชรขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ด้วย

ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้มีการจัดตั้งตำรวจนครบาลขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หัวแดงแข้งดำ” พร้อมด้วยทรงจัดตั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมขึ้น พร้อมด้วยทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้กฎหมายให้ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น โดยได้ทรงประกาศพระราชบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ มากมายถึง 500 ฉบับ

ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจ้างแหม่มแอนนา เลียวโนเว็นส์ หญิงหม้ายชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์เข้าสอนภาษาอังกฤษให้แก่พระราชโอรสในพระบรมมหาราชวัง ด้วยตระหนักว่าต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศไทยมากขึ้น จำเป็นที่ต้องเข้าใจภาษาต่าง ประเทศในการติดต่อกับต่างประเทศ

ด้านดาราศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างมากอีกแขนงหนึ่ง ทรงสามารถคำนวณวันเวลาที่จะเกิดสุริยุปราคาล่วงหน้าถึง 2 ปี ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยทรงพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. 1 2411 (วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2411) เวลาตั้งแต่ 10.85 น. ถึง 11.30 น. เป็นสุริยุปราคามืดเต็มดวงตั้งแต่เมืองปราณบุรีลงไปจนถึงเมืองชุมพร และสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามพิกัดภูมิศาสตร์ที่ 99 องศา 40 ลิปดา 20 พิลิปดาตะวันออก เส้นรุ้ง 11 องศา 41 ลิปดา 40 พิลิปดาเหนือจะเห็นดวงจันทร์เข้าจับดวงอาทิตย์จากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วออกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 11.42 นาฬิกา ซึ่งพระองค์ได้เสด็จไปพักแรม ณ-บริเวณดังกล่าวด้วย เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาโดยมีชาวต่างประเทศที่ทราบข่า เช่น เวอร์แฮรี่ ออด เจ้า-เมืองสิงคโปร์ และคณะดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสร่วมโดยเสด็จเพื่อสังเกตการณ์ด้วย และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ทรงคำนวณไว้โดยแม่นยำ ถือว่าทรงเป็นนักดาราศาสตร์ชาวไทยคนแรก โดยประชาชนชาวไทยได้ถวายพระราชสมัญญานามให้พระองค์เป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” โดยกำหนดให้วันที่พระองค์ทรงคำนวณการเกิด – สุริยุปราคาเป็นวันวิทยาศาสตร์ประจำชาติด้วย

นอกจากนี้ ในแผ่นดินของพระองค์ได้มิดาวหางปรากฏมาถึง 3 ด้วง ด้วยกัน ได้แก่

1.ดาวหางฟลูเกอร์กูส์ (FLAUGERGUES) ค้นพบเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2353 โดยชาวฝรั่งเศลชื่อ ฟลูเกอร์กูส์ ดาวหางดวงนี้มีคาบวงโคจร 3094 ปี เมื่อดาวหางดวงนี้มาปรากฏ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวทรงจำได้ว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์นั้นทรงได้ทอดพระเนตรเห็นดวงหางดวงนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และได้ทรงศึกษาเรื่องราวของดาวหางดวงนี้จากหนังสือของนักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศ จึงได้มีพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับดาวหางว่า “ดาวหาง………เป็นของโคจรไปมานานหลายปี แล้วก็กลับมาให้เห็นในประเทศข้างนี้อีก กล่าวคือดาวหางกลับมาเป็นรอบ ๆ นั้นเอง”

2.ดาวหางโดนาติ (DONATI) เป็นดาวหางดวงใหญ่ ค้นพบครั้งแรกเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2401 มีคาบโคจร 1950 ปี ค้นพบโดยชาวอิตาลี ชื่อ โดนาติ และมาปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปีเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าประชาชนจะพากันตกในจึงทรงออก “ประกาศดาวหางขึ้นอย่าวิตก” โดยอธิบายว่าดาวหางเป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น

3.ดาวหางเทบบุท (TEBBUTT) ค้นพบโดยชาวออสเตรเลีย ชื่อ เทบบุท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2404 มีคาบโคจร 409.4 ปี ดาวหางเทบบุทเป็นดาวหางดวงใหญ่ หางยาวและสว่างกว่าดาวหางโดนาติ และมาปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในปีเดียวกันนั้น ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัวจนกล่าวขานกันว่าอาจเกิดเหตุการณ์อาเพทอย่างใดอย่งหนึ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ “ประกาศดวงหางปีระกาตรีศก” ออกประกาศล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นกลัว พร้อมด้วยทรงแนะนำอุบายต่าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น หากเกรงว่าปีนั้นจะเกิดความแห้งแล้งก็รีบปลูกข้าวเสียตั้งแต่ต้นฤดูฝน หรือหากตื่นกลัวไข้ทรพิษระบาดก็ให้ – ประชาชนรีบไปรับการปลูกฝี และรักษาความสะอาดของบ้านเมืองที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค

ในปี พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง พระที่นั่ง – ภูวดลทัศไนย เพื่อให้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตราฐานของไทย พระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นอาคารทรงยุโรปสูง 5 ชั้น ด้านบนติดนาฬิกาใหญ่ทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนเส้นแวงที่ 100 องศา 29 ลิปดา ตะวันออกซึ่งถือว่าเป็น ตำแหน่งทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกของไทย ด้วยทรงมีเหตุผลดังที่ปรากฎในประกกาศในพระราชกำหนดเวลาดังนี้

พระราชกำหนดเรื่องนาฬิกา

มีพระราชกำหนดบังคับไว้เป็นแน่แก่กรมพระโหรหน้าหลังในพระบรมมหาราชวัง ในพระบวรราชวัง และชาวพนักงานรักษานาฬิกาตีทุ่มยามในที่ทุกแห่งให้รู้แน่ในลักษณะที่จะหมุนนาฬิกาผ่อนทุ่มยามให้เป็นไปตามเทศาจารีต และฤดูพระอาทิตย์ที่ยักย้านไปตามสมควรแก่ประเทศนี้ให้พึงรู้ความชี้แจงก่อนว่า แต่เดิมทีคนโบราณในประเทศนี้มีสติที่จะสังเกตุแลปัญญาที่จะรู้เหตุผลในที่จะกำหนดกาลเวลาทุ่มโมงให้เรียบร้อยแน่นอนนั้นยังหยาบนัก รู้จักแต่ความมืดเป็นกลางคืน สว่างเป็นกลางวัน แลว่ากลางคืนก็ 12 ทุ่ม แลกลางวันก็ 12 โมง เท่ากันเป็นนิจ จึงได้ตั้งแบบอย่างเป็นตำรารู้ทั่วกันเป็นอันขาดมาเสียให้ตีกลางคืน 12 ทุ่ม กลางวัง 12 โมง เสมอไปสว่างเมื่อไรจึงย่ำคำ ได้จนวันไรมืดฝนเวลาเย็นก็ด่วนย่ำค่ำเร็วไป มืดฝนเวลาย่ำรุ่งก็สายเกินไป ไม่แน่นอนว่าที่แท้กลางคืนกลางวันไม่เท่ากันทุกฤดูผ่อนไปผ่อนมาอยู่ เพราะพระอาทิตย์เมื่อเวลาเที่ยงจะตั้งตรงศรีษะคนยืนในประเทศนี้เป็นนิจทุกวันก็หามิได้ ย่อมปัดขึ้นเหนือทุกวัน แล้วปัดมาข้างใต้ทุกวันตามฤดูกาลตลอดปี การที่เป็นอย่างนี้ผู้จะสังเกตุให้รู้ก็น้อยตัวนักเป็นแต่สำคัญกันโดยมาก ว่าเวลาเที่ยงแล้วแดดก็ตรงศรีษะคนยืนกลางแจ้งทุกวัน ผู้ที่จะรู้การที่อาทิตย์เที่ยงผันไปเหนือใต้ดังนั้นจะมีอยู่บ้างก็แต่โหรที่เรียนรู้มาสฉายาหรือชาววัดที่มีคติอาจารย์ถือตำราเหยียบชั้นฉันเพลบ้าง หรือชาวบ้านที่มักสังเกตเล็กน้อย สังเกตแดดที่เข้ามาทางหน้าต่างผันไปผันมา หรือเงาเหย้าเรือนเมื่อเวลาเที่ยงไปข้างเหนือมากในฤดูหนาว ร่มไปข้างใต้ในฤดูร้อน ที่ต่อกับฤดูฝนก็ว่ากันอยู่บ้าง ว่าอาทิตย์เที่ยงผันเหนือผันใต้ ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสำคัญตอลดไปว่ากลางคืนกลางวันไม่เท่ากันทุกฤดูดังว่านี้เลย เพราะลงใจเชื่อเป็นหนึ่งว่านาฬิกาตี 12 ทุ่ม 12 โมง อยู่เป็นนิจมิได้ผิดเลย

ฝ่ายชาวนาฬิกาที่ใช้นาฬิกาขันลอยน้ำเฝ้าดูอยู่เป็นนิจนั้นเห็นเข้าใจได้บ้างว่าลางฤดูกลางวันมากไปกลางคืนน้อยลางฤดูทุ่มโมงกลางวันกลางคืนเสมอเท่ากันทุกขัน ถึงกระนั้นจะยักย้ายธรรมเนียมใหม่ คือ ให้เอกกลางวันเป็น 13 โมง 14 โมง กลางคืน เป็น 10 โมง 11 โมง หรือจะย่ำค่ำต่อวันย้ำรุ่งต่อสายตามขณะขันจมเป็นจริงนั้นก็ไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อกลับดิเตียนว่านาฬิกาไม่ถูก ชาวนาฬิกาก็ต้องหนุน ล่ม ๆ ผิด ๆ ถูก ๆ ไปจะจัดแจงให้เรียบร้อยเสมอกันก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักลักษณะพระอาทิตย์โคจรตามฤดูกาลเป็นเที่ยงได้ ไม่มีใครวางกำหนดให้ตามฤดู เพราะฉะนั้นทุ่มโมงหลายแห่งก็ดีไม่ถูกกันผิดกันหลายบาทนาฬิกา แต่คนทั้งปวงในพระนครโดยมาก ก็เชื่อว่าทุ่มโมงในพระบรมมหาราชวังในพระบวรราชวังถูกต้องแน่นอนเป็นนิจ เพราะมีผู้พนักงานผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าดูแลตรวจตรา แลมีโหราจารย์ดูแลอยู่ ฝ่ายพนักงานเมื่อจะบอกบาทนาฬิกาตามฤกษ์ยามโหรให้ในกาลใด ๆ เมื่อฤดูต้องหนุน ต้องล่ม ก็คะเนบอกบาทขาด ๆ เกิน ๆ ผิดๆ ไปคงให้ได้แต่ความแต่ว่าโมงละ10 บาท อยู่นั้นเอง ดูการฟั่นฟือนเลื่อนเปื้อนเลอะเทอะนักหนาเป็นที่อัปยศอดสูแก่แขกเมืองคนนอกประเทศที่เขาใช้นาฬิกากล ใส่พกติดตัวเที่ยวมาเที่ยวไป เขาจะได้ยินทุ่งโมงตีสั้น ๆ ยาว ๆ ผิดไปกว่าทุ่มโมงที่จริงนั้น จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ ว่าเมืองเราใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ในฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการแจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว (คัดจาก ประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับที่ 306 พ.ศ.2411)

ด้านประเพณีและวัฒนธรรม

จากการที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจในความต้องการของประชาชนว่าต้องการที่จะเข้าเฝ้าเพื่อชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดและเปิดเผย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วจึงยกเลิกพิธีการกีดกันห้ามประชาชนที่เข้าเฝ้าหรือจ้องมองพระเจ้าแผ่นดิน และเลิกบังคับให้ประชาชนปิดประตูหน้าต่างสองข้างทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน และโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเข้าเฝ้าได้โดยทั่วถึง กับทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ประชาชนถวายฎีการ้องทุกข์กับพระหัตถ์อีกด้วย

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างประเทศได้เข้าเฝ้าในพระบรมมหาสมาคมเนื่องในงานพระราชพิธีต่าง ๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นต้นมา

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

เมื่อเริ่มต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ประเทศมหาอำนาจนิยม ลัทธิการล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก การเข้าล่าประเทศต่าง ๆ โดยเริ่มตั้งแต่แถบทวีปแอฟริกาและต่อด้วยประเทศในแถบทวีปเอเซีย โดยอาศัยวิธีทางการทูตเข้ามาเจรจาขอทำสัญญา ซึ่งประเทศมหาอำนาจเหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์มากมาย และถ้าหากประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าไม่ยอมทำตามสัญญาประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นก็จะใช้กำลังบังคับให้ยอมปฏิบัติตาม ซึ่งก็กระทำสำเร็จมาแล้วหลายประเทศทั้งในแถบเอเซียและแอฟริกาใต้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประมาณสถานการณ์และกำลังของประเทศได้อย่างถูกต้อง จึงทรงยอมผ่อนปรณติดต่อกับประเทศตะวันตก และทรงใช้นโยบายทางการทูตยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนน้อย เพื่อรักษาเอกราชของประเทศโดยทรงยินยอมทำสนธิสัญญากับประเทศตะวันตกเหล่านั้น

ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย โดยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระบรมราชินี แห่งประเทศอังกฤษได้ส่งราชทูต ชื่อ เซอร์ จอห์น บาวริ่ง นำพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการเข้ามาขอเจริญทางพระราชไมตรีด้วย ในปี พ.ศ. 2398 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงต้อนรับคณะราชฑูตจากอังกฤษอย่างสมเกียรติสนธิสัญญาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระนามกับประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2398 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า สนธิสัญญาบาวริ่ง

ต่อมาไม่นานนัก สหรัฐอเมริกาในสมัยนายพลแจ็คสัน เป็นประธานาธิบดี ได้ส่งนายเทาน์เซนต์ฮาริส เข้ามาขอทำสนธิสัญญาการค้าตามอย่างอังกฤษ ซึ่งไทยก็ยินยอมทำตามโดยดี นอกจากนี้ไทยยังทำสนธสัญญาในทำนองเดียวกันนี้กับประเทศฝรั่งเศล โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดนและนอร์เวย์ อย่างไรก็ดี การที่ไทยได้ทำสนธิสัญญากับต่างประเทศนั้นก็เกิดข้อดีกับประเทศไทยอยู่บ้างกล่าวคือ

1.ทำให้ประเทศไทยรักษาความเป็นเอกราอยู่ได้ตลอดมา

2.การยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดมาเป็นการค้าแบบเสรีทำให้เศรษฐกิจของประเทศรุ่งเรืองไปอย่างรวดเร็ว

3.การติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสได้รับวิทยาการที่ทันสมัยเข้ามาเพื่อพัฒนาปรับปรุงประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้น

นอกจากนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงส่งคณะทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษ เป็นการตอบแทนเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2400 ในรัชสมัยสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระบรมราชินี โดยมี พระยาสรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพชรภักดี (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็นอุปทูต

ในปี พ.ศ. 2403 ไทยก็ได้ทำการส่งคณะทูตอีกชุดหนึ่งไปยังฝรั่งเศส โดยมีพระยาศรีพิพัฒน์เป็นราชฑูต เจ้าหมื่นไวยวรนารถเป็นอุปทูต อัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปถวายแต่พระเจ้านโปเลียนที่ 3

การเปลี่ยนชื่อประเทศ

ในปีพ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นว่า ควรเปลี่ยนชื่อประเทศจากชื่อเดิม กรุงศรีอยุธยา เป็นสยาม เนื่องจากรุงศรีอยุธยาเป็นชื่อของราชธานีเดิม เมื่อเปลี่ยนที่ตั้งราชธานีแล้ว ควรมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อเป็นการแสดงให้รู้ว่ามีการย้ายเมืองหลวงมาในสถานที่ใหม่แล้ว และในเวลานั้นมีต่างประเทศเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประกาศชื่อประเทศขึ้นใหม่มีนามว่าสยาม

การออกราชกิจจานุเบกษา

ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ในการที่จะประกาศข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้กับราษฎรได้รับรู้ข่าวสารด่าง ๆ จากหน่วยราชการ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาขึ้น และจัดสร้างโรงพิมพ์อักษรพิมพ์การพิมพ์อักษรพิมพ์การขึ้นในพระบรมมหาราชวัง หนังสือราชกิจจานุเบกษา พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2400 เนื้อความในหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้นส่วนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และส่วนหนึ่งเป็นข่าวสารต่าง ๆ ของทางราชการ หนังสือราชกิจจานุเบกษาพิมพ์อยู่ได้เพียงปีเศษก็ต้องหยุดไป เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกรณียกิจมากขึ้น ไม่มีเวลาในการพระราชนิพนธ์งาน

พระสยามเทวาธิราช

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงมีพระราชดำริในว่า ประเทศสยามได้รอดพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกือบจะสูญเสียบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็รอดพ้นมาได้ด้วยดี น่าจะเป็นด้วยเทวานุภาพแห่งเทพยาดาคุ้มครอง จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้าง พระสยามเทวาธิราช เป็นพระหล่อด้วยทองคำทั้งองค์สูง 8 นิ้ว องค์พระสยามเทวาธิราชได้ประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์มีจารึกที่ผนังเรือนแก้วเป็นอักษรจีนแปลความได้ว่า “ที่สถิตย์แห่งพระสยามเทวาธิราช”

บทสรุป

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ด้วยทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างมากในการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทางด้านดารา ศาสตร์และโหราศาสตร์ นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชกรณียกิจที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองหลายประการ เป็นต้นว่า ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง สร้างถนนขึ้นมาใหม่หลายสาย เช่น ถนนเจริญกรุง ถนนเฟื่องนคร เป็นต้น ทางด้าน พระพุทธศาสนาทรงริเริ่มให้มีการจัดตั้งนิกายใหม่ ชื่อว่า “ ธรรมยุติกานิกาย” รวมถึงสร้างและ ปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ เช่น วัดสระเกศ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างภูเขาทอง พระปฐมเจดีย์ วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดราชประดิษฐารามเป็นต้น ด้านวิทยาศาสตร์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างโรงพิมพ์เพื่อจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา สร้างโรงกษาปณ์ เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นใช้แทนเงินพดด้วง

แต่ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในด้านนี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้น ณ บริเวณด้านหน้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

รัชกาลที่ 5

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์” ได้ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี ได้ทรงศึกษาด้านวิชาการและโบราณราชประเพณีต่างๆ นอกจากนั้นพระบรมชนกนาถทรงจ้างครูซึ่งเป็นสตรีชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษ ด้วยพระบรมชนกนาถเห็นว่าต่อไปในกาลข้างหน้าจะจำเป็นอย่างมาก รวมถึงพระบรมชนกนาถได้สั่งสอนวิชาการด้านต่าง ๆ เช่น วิชารัฐศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นต้น ด้วยพระองค์เองอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง ทรงพระประชวรด้วยโรคไข้ป่าอย่างรุนแรง และเมื่อถึงพระบรมมหาราชวังก็ทรงเสด็จสวรรคต

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เหล่าพระราชวงศ์เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้ประชุมกันและตกลงถวายพระราชสมบัติแก่รัชทายาทของพระองค์ คือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แต่ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา เท่านั้นเกรงว่าจะไม่สามารถทรงบริหารบ้านเมืองให้สู่ความสงบเรียบร้อยได้ กรมหลวงเทเวศน์ จึงเสนอว่า ขอให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปก่อนเป็นเวลา 5 ปี เมื่อพระองค์ทรงผนวชและเมื่อพระองค์บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ให้ทรงขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อในโอกาสต่อไป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ขึ้นครองราชย์ในขณะที่ทรงพระเยาว์เช่นนี้ และเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เมื่อมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงทรงมีโอกาสศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ มากมาย และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ในปี พ.ศ. 2413 หลังจากที่ขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี ทรงได้เสด็จประพาสต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะไปเยือนประเทศสิงคโปร์และขวา (อินโอนีเซีย) ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จไปเยือนประเทศอินเดียและพม่า พระองค์ได้ทงพบเห็นและศึกษาแบบแผนการปกครองแบบอย่างตะวันตก และได้ทรงนำข้อดีและข้อเสียมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และนับเป็นครั้งแรกท่พระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้าน และทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า “สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ” ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 ในพระบรมมหาราชวัง มีพระนามเดิมว่า “พระองคืเจ้าเสาวภาผ่องศรี” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม พระสนมเอก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 97 พระองค์ประสูติในพระอัครมเหสี มี 9 พระองค์

1.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุหรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2421 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 10 พรรษา

2.สมเด็จเจ้าฟ้าชายวชิราวุธ ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2423 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

3.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าตรีเพชรตมธำรง ประสูติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2424 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 7 พรรษา

4.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถประสูติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2425 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463

5.สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประสูติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2428

6.สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์มในวันที่ประสูติ

7.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าห้าอัษฎางค์เดชากุล กรมหลวงนครราชสีมา ประสูติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 กรกฏาคม พ.ศ.2466

8. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑารุธราดิลก กรมขุนเพชรบูรรือินทราชัย ประสุติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466

9.สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช กรมขุนสุโขทัยธรรมธิราช ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรเนื่องด้วยทรงพระชราภาพมากและทรงตรากตรำพระราชภารกิจมากมาย พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวนที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษานับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เพียบพร้อมไปด้วยพระคุณธรรม พระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ มากมาย เป็นเอนกอนันต์


พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



เลิกทาส

ทาสตามกฎหมายโบราณ แยกทาสเอาไว้ทั้งหมด 7 ชนิดด้วยกันคือ

1.ทาสสินไถ่

2.ทาสในเรือนเบี้ย

3.ทาสได้มาแต่บิดามารดา

4.ทาสท่านให้

5.ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ

6.ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย

7.ทาสเชลยศึก

ประเทศไทยนั้นมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่าง ๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นทาสนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถือเป็นประเพณีแล้ว เจ้านายหรือขุนนาง เสนาบดีที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินมักมีทาสเป็นข้ารับใช้ที่มไอาจสร้างความเป็นไทแก่ตัวเอง พระองค์ทรงใช้พระวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไปพระองค์ทรงใช้ระยะเวลาอันยาวนานกับการเลิกทาส ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชบริพารเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีที่จะปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการเลิกทาสในที่สุด

ในปี พ.ศ. 2417 โปรดให้ตราพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุของลูกทาสโดยกำหนดเอาไว้ว่าลูกทาสที่เกิดแต่ปีมะโรง พ.ศ. 2441 อันเป็นปีแรกที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ก็ให้ใช้อัตราค่าตัวเสียใหม่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้ พออายุครบ 8 ปี ก็ให้ตีค่าออกมาให้เต็มตัว จนกว่าจะครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้กลับเป็นไทแก่ตัว เมื่อก้าวพ้นเป็นอิสระแล้วห้ามกลับมาเป็นทาสอีก ทรงระบุเรื่องโทษของการเป็นทางทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขายเอาไว้ด้วย เป็นการป้องกันมิให้เกิดการกลับมาเป็นทาสอีก

ด้วยพระเมตตาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์เอง การดำริเรื่องการเลิกทาสนั้น พระองค์ทรงเริ่มการปลดปล่อยทาสตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระองค์ท่านใช้ความวิริยะอุตสาหะ ที่จะออกกฎหมายมาบังคับให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นนายเงิน ให้ปลดปล่อยทาสให้ได้รับอิสระเป็นไทแก่ตัว พระองค์ท่านต้องใช้เวลากว่า 30 ปี ในการที่จะไม่ให้มีทาสเหลือยู่ในพระราชอาราจักรของพระองค์ท่านอีก โดยที่มิต้องสูญเสียเลือดเนื้อในการเลิกทาสแม้แต่หยดเดียว ซึ่งแตกต่างกับต่างชาติที่เมื่อประกาสเลิกทาส ก็เกิดการคัดค้านต่อต้านขึ้นจนทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น

การไปรษณีย์ การโทรเลขและการโทรศัพท์

ประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิดภาคีสหภาพสากลไปรษณีย์เมื่อปี พ.ศ. 2428 เพื่อนำวิทยาการทางการสื่อสารเข้ามาใช้ปรับปรุงแก้ไขการสื่อสารทางไปรษณีย์ ที่มีการก่อตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้มาได้ 2 ปีแล้ว โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความสำคัญของการสื่อสารทางไปรษณีย์ โดยใช้จังหวัดนครปฐมเป็นที่เริ่มต้นการไปรษณีย์เป็นครั้งแรกของเมืองไทยจนการไปรษณีย์ได้ดำเนินมาจนทุกวันนี้

เมื่อการไปรษณีย์เปิดดำเนินการแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ การโทรเลข การโทรเลขทำการทดลองใช้เมื่อปี พ.ศ. 2412 โดยให้วิศวกรชาวอังกฤษ 2 นาย ช่วยกันประกอบขึ้นมา แต่ว่าการทำงานของท่านทั้งสองไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เนื่องมาจากเมืองไทยในขณะนั้นยังมีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก การสื่อสารทางโทรเลขสมัยนั้นจึงยังไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อจากนั้นทางกระทรวงกลาโหม จึงได้รับงานนี้มาทำเองซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี โทรเลขสายแรกจึงสัมฤทธิ์ผลเปิดดำเนินการได้ โดยส่งสายระหว่างกรุงเทพฯกับสมุทรปราการ ด้วยระยะทาง 45 กิโลเมตร พร้อมกันนี้ยังวางท่อสายเคเบิลไปถึงประภาคารที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับบอกร่องน้ำเมื่อเรือเดินทางเข้าออก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2420 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายงานโทรเลขขึ้นอีกสายหนึ่ง คือสายกรุงเทพฯ – บางปะอิน เมื่อสร้างเสร็จแล้วเปิดดำเนินการได้ไม่นานก็ทรงโปรดให้สร้างต่อจนถึงพระนครศรีอยุธยา เมื่อความเจริญทางโทรเลขมีมากขึ้นตามลำดับ ทรงโปรดให้ขยายเส้นทางออกไปโดยไม่สิ้นสุดอีกหลายสายและทรงโปรดเกล้าฯ ให้การไปรษณีย์ และโทรเลขรวมเข้าด้วยกัน เรียกว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข นับตั้งแต่บัดนั้นมา

เมื่อมีความเจริญทางไปรษณีย์และโทรเลขมากขึ้น การโทรศัพท์ก็ได้เริ่มขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมยังเป็นผู้ดำเนินการต่อไป โดยกระทรวงกลาโหมได้นำวิทยาการสมัยใหม่ ที่เรียกว่า โทรศัพท์ เข้ามาทดลองใช้ในปี พ.ศ. 2424 โดยการติดตั้งทดลองใช้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงเมืองสมุทรปราการใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 3 ปี ก็เป็นอันสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2429 พร้อมเปิดให้ประชาชนได้ใช้ทั่วกันจนกระทั่งทุกวันนี้การสื่อสารแห่งประเทศไทยก็ได้ก้าวหน้าด้วยวิทยาการที่เริ่มต้นขึ้นจากสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจริญมาจนทุกวันนี้

ด้านการปกครอง

ในปี พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปลี่ยนแปลงแบบแผนการปกครองจากเดิมที่ยึดการบริหารจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ เมื่อบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น การปกครองจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับกาลสมัย โดยมอบหมายงานให้ละเอียดมากขึ้นด้วยการเพิ่มกรมต่าง ๆ ให้มีมากถึง 12 กรม

1.กรมมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวซึ่งเป็นประเทศราช

2.กรมพระกลาโหม มีหน้าที่บังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันออกและตะวันตกและเมืองมลายู

การที่ให้กรมทั้งสองบังคับหัวเมืองคนละด้านนั้น เพื่อเป็นการง่ายต่อการควบคุมดูแลพื้นที่นั้น ๆ ให้ได้ผลเต็มที่

3.กรมท่า มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ เนื่องด้วยในขณะนั้นประเทศไทยมีการติดต่อด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการค้าขาย หรือการเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูต

4.กรมวัง มีหน้าที่ดูแลรักษาการต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง

5.กรมเมือง มีหน้าที่ดูแลรักาากฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับผู้กระทำผิด กรมนี้มีโปลิศหรือตำรวจทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ

6.กรมนา มีหน้าที่คล้ายคลึงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบันคือ มีหน้าที่ในการดูแล ควบคุมการเพราะปลูก ค้าขาย ป่าไม้ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม

7.กรมพระคลัง มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการเก็บภาษีรายได้จากประชาชน และนำมาบริหารใช้ในงานต่าง ๆ

8.กรมยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินคดีต่าง ๆ ที่เป็นทั้งคดีอาญา คดีแพ่งและควบคุมดูแลศาลอาญา ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ ทั่วทั้งแผ่นดิน

9.กรมยุทธนาธิการ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาการในกรมทหารบก ทหารเรือ และควบคุมดูแลส่วนที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับทหาร

10.กรมธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์ คือ หน้าที่ในการสั่งสอนอบรมพระสงฆ์ สอนหนังสือให้กับประชาชนทั่วไป

11.กรมโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง และงานช่างที่เกี่ยวกับการก่อสร้างทั้งการไปรษณีย์และโทรเลข เป็นต้น แม้แต่การสร้างทางรถไฟ

12.กรมมุรธธิการ มีหน้าที่ดูแลรักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำหนดกฎหมายและหนังสือที่เกี่ยวกับงานราชการทั้งหมด


การพยาบาลและสาธารณสุข

พระองค์ทรงดำริที่จะสร้างโรงพยาบาล เพื่อใช้เป็นที่รักษาประชาชน ด้วยการรักษาแบบยากลางบ้านนั้นล้าสมัย ไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในสมัยก่อนเมื่อเกิดโรคระบาด พระองค์ทรงแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้นทรงเล็งเห็นที่บริเวณริมคลองบางกอกน้อย เหมาะสำหรับการสร้างโรงพยาบาล ด้วยสามารถไปมาได้สะดวกไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางน้ำ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงพยาบาล ณ ที่นั้น และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง ประเดิมการสร้างโรงพยาบาล เพื่อเปิดทำการรักษาแก่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า โรงพยาบาลวังหลัง เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแต่ยังไม่ทันเสร็จก็ทรงเสด็จทิวงคตเสียก่อน จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลจากเดิมเป็น โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและด้วยพระองค์ได้บริจาคเงินในการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ถึง 56,000 บาท เพื่อเป็นการก่อสร้งตึกสำหรับสอนวิชาการแพทย์ และพระราชทานสิ่งก่อสร้างในงานพระเมรุพระศพของเจ้าฟ้ามาเป็นสิ่งปลูกสร้างเรือนคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งนี้

ด้านกฎหมาย

การชำระกฎหมายในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมาเพื่อให้มีความทันสมัย ให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจากต่างประเทศมาดำเนินการให้

ในปี พ.ศ. 2451 มีกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 อันเป็นลักษณะกฎหมายอาญาฉบับแรกที่นำขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ใหม่มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง พิจารณาทำกฎหมายประมวลอาญาแผ่นดินและการพาณิชย์ ประมวลกฎหมายว่าด้วยพิจารณาความแพ่งและพระธรรมมูญแห่งศาลยุติธรรม แต่ยังมิทันสำเร็จดี ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน โปรดให้จัดตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2440 โดยมีพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงราชบุรีพิเราะฤทธิ์ ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกเฟอร์เมียมเป็นผู้อำนวยการ เมื่อสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมาใช้แล้ว บทลงโทษแบบจารีตดั้งเดิมจึงถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิงในรัชกาลของพระองค์เอง เพราะมีกฎหมายใหม่เป็นบทลงโทษที่เป็นหลักการพิจารณาที่ดีกว่าเดิมและทันสมัยกว่าเดิมและทันสมัยกว่าด้วย

ปรับปรุงการขนส่งและการสื่อสาร

ในปี พ.ศ. 2431 โปรดให้คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจ เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟ จกกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ มีการวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัดเข้าเมืองใหญ่ๆ ในบริเวณภาคกลางของประเทศ แล้วแยกเป็นชุมสายตัดเข้าสู่ยังจังหวัดใหญ่ทางแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า การสำรวจเส้นทางในการวางเส้นทางรถไฟนี้ เสร็จสิ้นเมือปี พ.ศ.2434 และในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา นับว่าเป็นการสร้างทางรถไปครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็น “รถไฟหลวง” แห่งแรกของไทย

การไฟฟ้า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า ไฟฟ้าเป็นพลังงานที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล เมื่อทรงมีโอกาสไปประพาสตางประเทศได้ทรงทอดพระเนตรกิจการไฟฟ้า และทรงเห็นถึงประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดจากการมีไฟฟ้า พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้ กรมหมื่นไวยวรนารถ เป็นผู้ริเริ่มในการจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้นในปี พ.ศ. 2533 เป็นการเปิดใช้ไฟฟ้าครั้งแรก ต่อมาเพื่อให้กิจการไฟฟ้าก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทรงโอนกิจการเหล่านี้ให้กับผู้ที่มีความชำนาญด้านนี้ ได้แก่ บริษัทอเมริกันชื่อ แบงค้อคอีเลคตริกซิตี้ ชินดิเคท เข้ามาดำเนินงานต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 บริษัทเดนมาร์กได้เข้ามาตั้งโรงงานไฟฟ้าเพื่อใช้กับรถรางอีกด้วย ต่อมาทั้ง 2 บริษัทได้ร่วมกันจัดสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมาอีกด้วย นับเป็นการบุกเบิกไฟฟ้าครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ในการเริ่มมีไฟฟ้าใช้เป็นครั้งแรก

เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

ในปี พ.ศ. 2417 โปรดพระราชทานให้ทำธนบัตรขึ้นใช้เรียกว่า “อัฐ” เป็นกระดาษมีมูลค่าเท่ากับเหรียญทองแดง 1 อัฐ แต่ใช้เพียง 1 ปี ก็เลิกไปเพราะประชาชนไม่นิยมใช้ ต่อมาทรงตั้งกรมธนบัตรขึ้นมาเพื่อจัดทำเป็นตั๋วสัญญาขึ้นใช้แทนเงิน กรมธนบัตรได้เริ่มใช้ตั๋วสัญญาเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2445 เป็นครั้งแรกเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในปี พ.ศ. 2441 ได้มีการผลิตธนบัตรรุ่นแรกออกมา 5 ชนิด คือ 1,000 บาท 100 บาท 20บาท 10 บาท 5 บาท ส่วนภายหลังมีธนบัตรใบละ 1 บาทออกมาด้วย รวมถึงโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดหน่วยเงินตรา โดยใช้หน่วยทศนิยม เรียนว่า สตางค์ กำหนดให้ 100 สตางค์ เท่ากับ 1 บาท พร้อมกับผลิตเหรียญสตางค์ขึ้นมาใช้เป็นครั้งแรก เรียกว่า เบี้ยสตางค์ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ ราคม 20 สตางค์ 10 สตางค์ 4 สตางค์ 2 สตางค์ครึ่งใช้ปนกับเหรียญเสี้ยว อิฐ

ด้านการเศรษฐกิจ

เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และเพื่อทำให้การเก็บภาษีอากร เพื่อบำรุงประเทศชาติ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี พระองค์โปรดให้สร้าง พอรัษฎากรพิพัฒน์ ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรวบรวมเงินรายได้ของแผ่นดินให้เป็นที่เป็นทาง ไม่กระจัดกระจายไปอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ มีพนักงานบัญชี คอยดูแลตรวจสอบ ทางกฎหมายภาษีอากร ตราไว้เป็นพระราชบัญญัติเป็นการวางหลักเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีอากรแบบใหม่ตามสากลนิยม เพื่อตราพระราชบัญญัติการเก็บภาษีแบบใหม่ ก็ทรงค่อย ๆ ยกเลิกภาษีแบบเก่า ยกเลิกเจ้าภาษีนายอากร โดยโปรดเกล้าฯ ให้เทศาภิบาลเป็นผู้จัดเก็บ จึงทำให้การเก็บภาษีดีขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเก็บภาษี ทรงเปลี่ยนระบบการคลังเสียใหม่ด้วยเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นเอกเทศ แยกพระคลังออกจากกระทรวงการต่างประเทศ และยกหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นมาเป็นกระทรวงการคลัง พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสำหรับกรมพระคลังมหาสมบัติ เพื่อเป็นหลักในการจับจ่ายใช้สอยเงินของแผ่นดินอย่างถูกต้อง

การตั้งธนาคาร

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย (พระองค์เจ้าไชยยันตมงคล) เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้รวบรวมกลุ่มนักวิชาการที่มีความรู้ด้านการเงิน มาร่วมกันจัดตั้งธนาคารที่เป็นของคนไทยขึ้นมาครั้งแรก ในปี พ.ศ. เรียกว่ากลุ่ม บุคคลัภย์ ดำเนินกิจการธนาคารไปด้วยดีตลอดระยะเวลา 2 ปี ต่อมากลุ่มของพระเจ้าน้องยาเธอ ทรงขอพระบรมราชาอนุญาต จดทะเบียนเป็น บริษัท แบงค์สยามกัมมาจลทุน จำกัด โดยดำเนินกิจการแบบสากลแต่บริหารงานโดยคนไทยทั้งสิ้นซึ่งทำให้มีธนาคารของคนไทยแห่งแรกเกิดขึ้นมาและดำเนินกิจการโดยคไทยทั้งสิ้น

การประปา

พระองค์ท่านทรงเห็นว่าประเทศไทยควรมีน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองอาจก่อให้เกิดโรคระบาดดังที่เป้นมาในอดีตได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กักกันน้ำจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี ทำการขุดคลองเพื่อส่งน้ำเข้ามายังสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทำน้ำประปาขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องน้ำประปาให้แก่ประชาชน แต่การประปายังมิทันได้เสร็จสมบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน

การสร้างวัด

วัดที่สำคัญในพระพุทะศาสนาของเมืองไทยในปัจจุบันนี้ มีหลายวัดที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดที่ทรงสร้างขึ้นมาใหม่รวมทั้งวัดที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ได้แก่ วัดเบญจมบพิธฯ วัดเทพศิรินทราวาส วัดราชาธิวาส วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (บางปะอิน) วัดอัษฎางค์นิมิตร วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม (เกาะสีชัง จ.ชลบุรี) เมื่อพระองค์ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้นมาและวัดเก่าแก่ที่เสื่อมโทรมนั้นพระองค์ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษฎ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี วัดสุวรรณดาราม และพระปฐมเจดีย์ ทรงสร้างต่อจากสมเด็จพระบรมราชชนกจนแล้วเสร็จในรัชกาลของพระองค์

การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระทัยในการศึกษารูปแบบใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อเปิดสอนให้กับประชาชนทั่วไปให้ได้รับการศึกษากันโดยทั่วไป เพราะการศึกษาในสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัด จึงไม่ทั่วถึง เมื่อมีการสร้างโรงเรียนและเมื่อการศึกษาเจริญก้าวหน้าเท่ากับเป็การบ่งบอกถึงความเจริญทางด้านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนหลวงแห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2444 โดยมีหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ สอนวิชาให้กับผู้เข้ารับราชการ จะได้มีความรู้ในการทำงานและบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อการศึกษาได้กว้างไกลไปสู่ความนิยมของประชาชน รวมถึงได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาประกอบอาชีพได้หลายทาง เมื่อการศึกษาได้เจริญมากขึ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อมีโรงเรียนหลวงเกิดขึ้นหลายแห่งจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) เป็นผู้เขียนตำราเรียนขึ้นมา เรียกว่า แบบเรียนหลวง 6 เล่ม คือมูลบรรณกิจ วาหนิติริกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ ตำราทั้ง 6 เล่มนี้พระยาศรีสุนทรโวหารเขียนขึ้นมาในปี พ.ศ. 2427 และโปรดให้มีการสอบไล่สามัญศึกษาขึ้นอีกด้วยเพื่อเป็นการทดสอบความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา และทรงโปรดให้จัดสร้างโรงเรียนหลวงขึ้นอีกหลายแห่งกระจัดกระจายไปตามวัดต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่สร้างขึ้นในวัดคือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม โรงเรียนหลวงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บุตรหลานของประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้กัน การศึกษาขยายตัวเจริญขึ้นตามลำดับด้วยความสนใจของประชาชนที่ต้องการมีความรู้มากขึ้น จึงโปรดให้โอนโรงเรียนเหล่านี้ให้อู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ มีการพิมพ์ตำราสอนพระราชทาน เพื่อเป็นตำราในการเรียนการสอนด้วย

ส่วนการศึกษาของสตรีนั้น พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสตรี ชื่อว่า โรงเรียนบำรุงสตรีวิทยา ในปีพ.ศ. 2444 ซึ่งเป็นโรงเรียนเพื่อสตรีแห่งแรกของประเทศไทย และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี ได้โปรดให้ตั้งโรงเรียนสตรีอีกหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยทรงเห็นว่การศึกษาของสตรีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้นเพราะโลกได้เจริญขึ้นไปมากแล้ว การเรียนจึงจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าบุรุษหรือสตรี

การเสด็จประพาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชื่นชอบการเสด็จประพาสยิ่งนัก พระองค์ทรงเสด็จประพาสทั้งเป็นทางกาและไม่เป็นทางการ บางครั้งทรงปลอมพระองค์ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนบ้าง ปลอมเป็นขุนนางบ้าง เพื่อเสด็จดูแลทุกข์สุขของประชาชนในหัวเมืองต่าง ๆ มากมาย การเสด็จประพาสบ่อยครั้งทำให้ทรงได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายทั้งที่ดีและไม่ดี สิ่งเหล่านี้พระองค์ท่านได้นำมาพัฒนาบ้านเมืองให้เกิดความเจริญขึ้น จะเห็นได้จากที่พระองค์ทรงพระราชดำริในการเสด็จประพาสในแต่ละครั้ง

ในปี พ.ศ. 2413 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปในประเทศเพื่อบ้านใกล้เคียง คือ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศชวา ด้วยทรงต้องการที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีนด้วย และเพื่อเรียนรู้การปกครองเนื่องด้วยประเทศทั้งสองนี้ต่างก็เป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2415 ทรงได้เสด็จเยือนประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือประเทศอินเดีย และประเทศพม่า และเมื่อที่เสด็จไปประเทศอินเดียนั้น ทรงได้รับการถวายพระบรมสารีริกธาตุและพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาอินเดีย เพื่อนำกลับมาปลูกในประเทศไทย ทั้งนี้เป็นการทำนุบำรุงพระศาสนาให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้น

ด้วยในขณะนั้นประเทศในแถบอินโดจีนได้รับการรุกรานจากประเทศมหาอำนาจจากตะวันตกและด้วยประเทศในแถบอินโดจีนนั้นเป็นปรเทศที่ด้วยพัฒนา ทำให้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจได้โดยง่า รวมถึงประเทศไทยก็กำลังต้องเผชิญกับสภาวะนี้อยู่เช่นกัน ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระองค์ในกาลนี้ พระองค์จึงตั้งพระทัยที่จะเสด็จประพาสยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น

เสด็จประพาสยุโรป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 โดยประเทศที่ได้เสด็จประพาส คือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สวีเดน เบลเยี่ยม อิตาลี ออกสเตรเลีย ฮังการี สเปน เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์และเยอรมัน ทั้งนี้มีเหตุผลอยู่หลายประการในการเสด็จประพาสครั้งนี้ คือ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจ และร่วมปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาการสู้รบกันอยู่ การเสด็จประพาสของพระองค์ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติของพระมากษัตริย์ไทย

ในปี พ.ศ 2449 พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปอีกเป็นครั้งที่ 2 การเสด็จประพาสครั้งนี้ นำความเจริญมาสู่บ้านเมืองอย่างมากมาย ทั้งนี้มีความประสงค์ที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ได้รับความเจริญก้าวหน้าให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

การปกครอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระองค์ทรงมิได้ปฏิบัติพระองค์แบบผูกขาดอำนาจแต่เพียงผู้เดียวไม่ พระองค์ทรงให้อิสระทางความคิดและทรงแต่งตั้งบุคคลเพื่อถวายความคิดเห็นแก่พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นองคมนตรีสภาเสนาบดีสภา และรัฐมนตรีสภา พระองค์ทรงแต่งตั้งสภาเหล่านี้ เพื่อเป็นการถวายความคิดเป็นที่ปรึกษาเป็นแบบอย่างที่จะนำพาประเทศชาติให้พบกับความเจริญรุ่งเรือง

นับว่าเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระองค์ทรงดำริและริเริ่มในแผ่นดินทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่มุ่งหวังให้ประเทศชาติได้รับการพัฒนาให้เท่าเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว แต่มิได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยทันที ด้วยทรงพระกังวลว่าประชาชนยังอาจไม่สามารถรับได้ด้วยยังไม่พัฒนามากนักในด้านการศึกษา ด้วยมีสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็มีความคิดของข้าราชการแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยที่ฝ่ายหนึ่งเห็นชอบกับความทันสมัยในรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อีกกลุ่มหนึ่งยังคงยึดถือหลักการปกครองในแบบเก่า และได้ทรงเตือนสติให้แก่บรรดาเหล่าข้าราชการที่เข้าถวายความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่า

“ในเมื่อมีสองฝักสองฝ่ายเกิดขึ้น จะเป็นอุปสรรคต่อสิ่งสำคัญกว่าหรือไม่ และจะเหมาะสมถึงกาลเทศะแค่ไหน โดยต้องคำนึงถึงความสามัคคีเป็นหลัก พวกที่ติดราชการในยุโรปนั้น ๆ มาถือเป็นความติดตัว มาจัดการในเมืองไทย ที่ไม่เป็นการถูกกันเลย ด้วยพื้นเพการงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมและประเพณีก็ต่างกันเหมือนกับการที่จะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีในเมืองยุดรป มาปลูกข้าวเหนียว ข้าเจ้าในเมืองไทย ก็ไม่อาจได้ผลอันใด หากเราไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน หรือว่าจะเป็นความคิดอีกส่วนหนึ่ง เห็นว่าธรรมเนียมแบบอย่างอันใด จำเป็นต้องเอาธรรมเนียมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะให้เป็นที่นับถือของคนในประเทศยุโรปว่าเป็นคนมีชาติมีธรรมเนียมเสมอกัน และเป็นการง่ายที่จะจัดเพราะไม่ต้องคิดแบบอย่างอันใด ยกแต่ตำราของเขามาแปลงเป็นไทย จัดการไปตามนั้นคงจะได้ผลเหมือนกับที่เขาเห็นผลมาแล้ว ถ้าหากผู้ซึ่งเข้ารับราชการปกครองรักษาแผ่ดินจะพร้อมใจกันเห็นควรจะจัดการเปลี่ยนแปลงโดยความหักโหมนี้หมดไปด้วยกันก็นับว่าเป็นการสามัคคี แต่สามัคคีอย่างนี้ก็ไม่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้บ้านเมืองมีความเจริญโดยเร็วนัก เพราะเหตุว่าจะถูกขัดขวางต่าง ๆ กีดกันอยู่มากเป็นต้นว่า ถ้าจะเลิกศาสนาที่นับถือกันมาหลายชั่วอายุคนให้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งติดอยู่ในน้ำใจของผู้ที่ตามมา แต่จะเริ่มเบื้องต้นขึ้นเท่านั้น ก็จะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ๆ จนบางทีจะไม่ได้ทันจัดการอันใดสิ่งเดียว ผู้ปกครองที่เป็นสามัคคีหมู่นั้นจะลับไปเสียก่อน บ้านเมืองมีความเจริญแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าความสามัคคีที่ต้องการในเมืองไทยเวลานี้มีอยู่ทางเดียวที่จะพร้อมในกันโดยทางกลาง…….”

ด้วยเช่นนี้จึงควรเตรียมความพร้อมให้กับบ้านเมืองและประชาชนเสียก่อน จึงค่อยดำเนินการใดใดลงไป

ด้านวรรณกรรม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกวีเอกที่ยิ่งใหญ่พระองหนึ่งในแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้อย่างมากมาย พระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ที่ได้รับความนิยมและใช้เป็นส่วนหนึ่งของแบบเรียนคือ

1.ลิลิตนิทราชาคริต ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ.2421 โดยใช้ทำนองแต่งด้วยโครงสี่สุภาพ อาศัยเค้าโครงเรื่องจากนิทานอาหรับโบราณ ทรงพระราชนิพนธ์งานชิ้นนี้เพื่อ พระราชทานให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

2.พระราชพิธีสิบสองเดือน ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปี พ.ศ.2431 ลงพิมพ์เป็นตอนๆในหนังสือวชิรญาณ ใช้สำนวนร้อยแก้ว เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน

3.บทละครเรื่อง เงาะป่า ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ.2448 ในขณะที่ทรงพระประชวรพระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นบทละคร พระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาจนทุกวันนี้

4.ไกลบ้าน ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2449 เป็นพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานพดล เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปในครั้งที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้วโดยเรื่องราวส่วนใหญ่เป็นบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้มีโอกาสได้ทอดพระเนตรในระหว่าง 9 เดือน ที่เสด็จประพาสยุโรป

5.พระราชวิจารณ์ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นร้อยแก้ว โดยจุดประสงค์ในการพระราชนิพนธ์งานชิ้นนี้เพื่อพระราชทานเป็นความรู้แก่นักวิชาการ ที่ต้องการค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในเรื่องด้านต่างๆ ลักษณะของงานพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ มีลักษณะคล้ายกับจดหมายเหตุ

ด้านสถาปัตยกรรม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นงานศิลปที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกด้วยเหตุผลที่ว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเนื่องด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกไม่สลับซับซ้อนเท่าไรอีกทั้งยังทรงได้มีการเสด็จประพาสยุโรป พระองค์จึงนำสถาปัตยกรรมตะวันตกมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยได้อย่างงดงาม ดังจะเห็นได้จากงานสถาปัตยกรรม ดังต่อไปนี้

1.พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นศิลปกรรมอิตาลี ใช้เป็นสถานที่ในการออกท้องพระโรงว่าราชการเมือง

2.วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ เป็นงานศิลปะไทยที่ผสมผสานกับตะวันตกได้อย่างงดงามลงตัว วัดแห่งนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พระราชวังบางปะอิน

3.พระที่นั่งจักกรีมหาปราสาท เป็นงานที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและตะวันตกอีกชี้นหนึ่งที่มีความงดงาม ตั้งอยู่ในบริเวณพระบรมราชวัง

4.พระราชวังดุสิต

5.พระบรมราชนิเวศน์

6.ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

บทสรุป

รัชสมัยอันยาวนานในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นระยะที่แนวความคิดทางการเมือง การทหาร และวัฒนธรรมทางตะวันตกกำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดระยะ จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างเกิดขึ้น ทรงยกเลิกและปรับปรุงแนวความคิดบางอย่างที่ไม่ดีแต่เดิม ให้เป็นแนวความคิดที่ก้าวหน้าขึ้น การที่พระองค์ได้ทรงเสด็ตประพาสไปตามสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นในพระราชอาณาจักร หรือในต่างประเทศทั้งในแถบเอเซียและยุโรป ทรงไดนำสิ่งที่พบเห็นต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ วัฒนธรรมประเพณี การปกครอง เหล่านี้ มาปรับปรุงแก้ไขสร้างความเจริญให้กับประเทศไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากชาวต่างประเทศในพระปรีชาสามารถว่า ทรงเป็นนักปกคลองและนักการทูตที่ยิ่งใหญ่ ทรงตัดสินพระทัยด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลถึงแม้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกกำลังคุกคามประเทศไทยอยู่ในขณะนั้นก็ตาม ทรงยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงของความเจริญในประเทศตะวันตก ด้วยการยอมรับแบบแผนที่เรียกว่า ศิวิไลซ์ พระองค์ทรงใช้วิจารณญาณในการประยุกต์อารยธรรมตะวันตกให้ผสมผสานเข้ากับสังคมไทยอย่างมีชั้นเชิง ทั้งนี้พระองค์ทรงยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปวงชนชาวไทยจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระปิยะมหาราช”

และในวโรกาสที่ทรงคลองราชย์ครบ 40 ปี เสนาบดีได้ปรึกษาหารือในการสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาถวาย โดยสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นเพื่อถวาย โดยสร้างเป็นพระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐานอยู่ ณ ลานพระบรมราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นวันรัชมังคลาภิเษกด้วย

รัชกาลที่ 6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ แต่สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี โปรดเรียกว่า “ลูกโต” ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายที่จะส่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอไปศึกษาวิชาการต่างๆ ณ ต่างประเทศ โดยถือพระชนมายุเป็นเกณฑ์ในการเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มีพระชนมายุได้ 12 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างที่ประทับอยู่ที่แอสคอตนั้น มีข่าวแจ้งว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ สยามมงกุฎราชกุมารประชวรและเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลพระกรุณาขอสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธกรมขุนเทพทวาราวดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร เพื่อรักษาโบราณขัตติยราชประเพณีและเพื่อป้องกันความไม่สงบของแผ่นดิน พระราชอิสริยยศที่ได้รับการ สถาปณานี้ทำให้ฐานะของพระองค์ในสายตาชาวต่างประเทศเปลี่ยนไปจากพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์หนึ่ง เป็นองค์รัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์กรุงสยามในอนาคต

เมื่อแรกสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าวิคติเรีย แห่งประเทศอังกฤษ ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้า ณ พระราชวังวินเซอร์ (Windsor Palace) เพื่อทรงแสดงความยินดีและพระราชทานเลี้ยงพระสุธารส สื่อมวลชนต่างก็ให้ความสนใจเสนอข่าวเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรอยุ่เนื่องๆ แต่ก็ไม่ทำให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงหวั่นไหวไปกับพระราชอิสริยยสนี้ พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายที่ทรงมีความสง่างามแต่อ่อนน้อมอยู่เสมอ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงตระหนักถึงภาระอันยิ่งใหญ่ในอนาคต จึงทรงพระราชอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างยิ่ง ทรงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองโดยตลอดเช่น เมื่อทรงว่างจากการเล่าเรียนก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการต่างๆ ในประเทศอังกฤษเช่น โรงงานอาวุธยุทธภัณฑ์ หรือเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียง เพื่อทอดพระเนตรความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะทรงนำไปใช้ประโยชน์ในประเทศไทยได้ จึงมีโอกาศทอดพระเนตรการแสดงละครชั้นเยี่ยมของโลกซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก และทำให้ทรงมีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง คือ การทรงพระราชนิพนธ์บทละครประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทละครพูดจนในที่สุดทรงมีความชำนาญและทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงนี้

แต่ในเรื่องการศึกษาวิชาการที่แท้จริงนั้นทรงมีพระราชประสงค์จะศึกษาวิชาทหารและได้เข้าศึกษาวิชาการทหารที่โรงเรียนนายร้อยแซนเฮิร์สต์ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากแซนเฮิร์สต์แล้ว ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบาเดอรัม ที่นอร์ธแคมป์ ณ ออลเดอร์ชอต ในขณะนั้นได้เกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกดัทซ์เรียกว่า “สงครามบัวร์” ในแอฟริกาใต้ สมเด็จพระบรมโอราธิราชฯ ได้ทรงลงพระนามสมัครไปร่วมรบในแนวหน้ากับกรมทหารราบเบาเดอรัมที่ทรงสังกัดอยู่ แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ยินยอมด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างไรก็ดีทรงได้รัยการยกย่องจากชาวอังกฤษทั่วไปว่าทรงมีพระราชอัธยาศัยกล้าหาญ ซื่อตรงต่อหน้าที่และมิตรกองทัพเดียวกัน จากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮ้ท์ และทรงได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน

ต่อจากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาต่อทางด้านวิชาการด้านพลเรือน ณ ไคร์สเชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดตามหลักสูดรที่ทางมหาวิทยาลัยจัดถวายเป็นพิเศษ สำหรับเจ้านายและขุนนางระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ ขณะที่ทรงศึกษาได้รับการยกย่องชมเชยจากพระอาจารย์และคณบดีว่า มีพระปรีชาสามารถเฉียบแหลมมาก

เมื่อพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ระหนึ่งคณบดีพาเจตและเรฟเวอเรนส์ ฮัสเซล พระอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยได้ถวายคำแนะนำให้พระราชนิพนธ์หนังสือสักเล่มเพื่อเป็นเกียรติยศที่เข้าศึกษา ณ สถาบันแห่งนี้ และเพื่อทดแทนการที่มิได้ทรงเข้าสอบไล่เพื่อรับปริญญาบัตรตามธรรมเนียมนิยมของเจ้านายที่ทรงรับการศึกษาในศถาบันแห่งนี้ ซึ่งพระบรมโอรสาธิราชทรงเห็นชอบด้วยวิธีเช่นนี้ จึงพระราชนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์ยุโรป เรื่อง THE War of the Polish Succession ทรงศึกษาอยู่ ณ มหาลัยออกซฟอร์ดอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2440 และเสด็จออกจากกรุงลอนดอนเพื่อนิวัตกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2445

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินอาหารขัดข้อง พระกระยาหารผ่านไม่ได้ พระอาการกำเริบในวันต่อ ๆ มาจนเกิดพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพิมาน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระชนมายุ 45 พรรษา เสด็จดำรงสิริราชสมบัตินาน 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองอยู่ในสิริราชสมบัตินาน 15 ปี ทรงมีพระราชธิดาพระองค์เดียว ที่ประสูติในสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี


พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว



ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า การที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความเจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศได้นั้น การให้การศึกษาแก่พนกนิกรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนซึ่งจะต้องทรงเร่งทำเป็นประการแรก ดังนั้นจึงได้ทรงพระมหากรุณาสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ที่สวนกระจัง ต.สวนดุสิต ให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน กับได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินทุนและค่าใช้จ่ายของโรงเรียน นอกจากนั้นยังจัดตั้งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้นอีก 2 แห่ง คือ โดรเรียนมหาดเล็กรักษาพระองค์ จ.เชียงใหม่ และโรงเรียนพรานหลวงกับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรมมารวมเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

พระบาทมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงมุ่งจัดการศึกษาให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการให้การศึกษาด้านวิชาชีพด้วย พระองค์จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนพาณิชยกรรม โรงเรียนเพาะช่าง และโรงเรียนการฝึกหัดครูกสิกรรมชั้นประถมขึ้นอีก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2464 ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปจนถึง 14 ปี เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาระดับนี้

ในด้านการจัดการระดับอุดมศึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายกิจการการศึกษาของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ในปี พ.ศ. 2458 นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย

จึงอาจกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผ้ที่วางรากฐานการศึกษาแผนใหม่ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา

ด้านการศาสนา

เพื่อเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงเป็นแม่กองชำระคัมภีร์อรรถกถา แล้วทรงบริจาคพระราชทรัพย์ให้จัดพิมพ์อรรถกถาพระวินัยปิฎก อรรถกถาอภิธรรมปิฎก และอรรถกถาพระสุตันตปิฎก บางคัมภีร์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง

ครั้นเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เจริญพระชนมายุได้ 60 พรรษา ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายด้วยการบริจาคพระราชทรัพย์ให้พิมพ์อรรถกถา พระสุตันตปิฎกจนครสมบูรณ์ แล้วพระราชทานในพระราชอาราจักร 200 ชุด กับพระราชทานนานาประเทศ 400 ชุด เป็นผลให้สะดวกในการศึกษาพระปริยติธรรม เป็นอันมาก

นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับธรรมะไว้เป็นอันมาก ทั้งปาฐกถาเทศนาบทสวดมนต์ บทความสั้น ๆ และโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เทศนาเสือป่าประโยชน์แห่งการอยู่ในธรรมและธรรมาธรรมะสงคราม เป็นต้น รวมถึงทรงพระราชนิพนธ์แปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น มงคลสูตร ที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งยังทรงพระกรุณาสั่งสอนธรรมแก่ทหารเสือป่า และลูกเสือด้วยพระองค์เองอย่างสม่ำเสมอ กับได้ทรงริเริ่มก่อตั้งกิจการอนศาสนาจารย์ขึ้นในกองทัพบก เพื่อเป็นที่ปรึกษาแก่บรรดาทหาร

สำหรับการบำรุงศาสนาด้านวัตถุนั้น แม้จะไม่โปรดให้สร้างวัด แต่ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ อยู่ตลอดรัชกาล วันที่สำคัญที่โปรดให้บูรณะได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ วัดบวรนิเวศ วัดมหาธาตุ วัดพระพุทธบาท จ. สระบุรี และวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐมเป็นต้น นอกจากนั้นบังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแก้วมรกตน้อย และพระนิรโรคันตรายตลอดจนโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระยืนปางห้ามสมุทร และพระราชทานนามใหม่ว่า “พระร่วงโรจนฤทธิศรีอินทราทิตย์ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราช ปูชนียบพิตร” ประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารโถงด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์

ด้านเศรษฐกิจ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “คลังออมสิน” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการออมทรัพย์ และเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจโดยส่วนรวม รวมทั้งทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทยขึ้น เป็นกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศในปีเดียวกัน

นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “สภาเผยแพร่พาณิชย์” ขึ้น โดยทรงนำหลักการของ BOARD OF TRADE ของอังกฤษที่มีฐานะเท่าเทียมกับกระทรวงพาณิชย์มาดัดแปลง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือแก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่อุดหนุนและส่งเสริมการพาณิชย์ของประเทศ ตลอดจนให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจและเสนอช่องทางในการลงทุนกิจการใหม่ ๆ

รวมถึงการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฤดูหาว ณ บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สนามเสือป่า สวนสราญรมย์และวัดเบญจมบพิตร และได้ทรงเตรียมจัดงานแสดงศิลปหัตถกรรม ผลิตผลทางการเกษตร และอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ชื่องาน “สยามพิพิธภัณฑ์” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ ตลอดจนเผยแพร่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจในสินค้าไทย แต่ยังมิทันได้จัดงานก็ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน อย่างไรก็ตามประชาชนต่างก็ได้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่จากการเตรียมงานครั้งนี้ คือได้รับพระราชทาน สวนลุมพินี เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจจนถึงปัจจุบันนี้

ด้านการคมนาคม

ได้ทรงปรับปรุงและขยายกิจการรถไฟที่มีอยู่เดิม ให้สามารถสนองความร้องการของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟที่เคยแยกเป็น 2 กรมเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า “กรมรถไฟหลวง” การสร้างอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดลอดถ้ำขุนตาลก็เป็นผลสำเร็จในรัชกาลนี้ทางเดินรถไฟระยะยาวต่าง ๆ ก็สำเร็จลงได้ในรัชกาลนี้ เช่น เส้นทางสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทรงเปิดเดินรถด่วนระหว่างประเทศสายใต้ติดต่อกับรถไฟมลายู(มาเลเซีย) ปีนังและสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อทางรถไฟทั้งหมดเข้ามาสู่สถานีศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ (หัวลำโพง) การคมนาคมทางอากาศได้เริ่มขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กระทรวงทหารเรือจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขถาวรขึ้นที่ศาลาแดง ในกรุเทพฯ และที่สงขลา รวมทั้งใช้สัญญารับส่งโทรเลขเป็นภาษาไทยในเวลาต่อมา

ด้านส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาทดลองใช้ในหมู่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการสำนักอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2461 ได้ทรงสร้างเมืองจำลองชื่อ “ดุสิตธานี” ขึ้นในบริเวณพระราชวังสวนดุสิต มีพรรคการเมือง รัฐบาล หนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ทดลองให้มีการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ แบบ คือ แบบเลือกนคราภิบาลโดยตรง กับแบบเลือกตั้งเชษฐบุรุษของอำเภอต่างๆ ก่อน แล้วจึงเลือกตั้งนคราภิบาลจากเชษฐบุรุษเหล่านั้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายไปสร้าง ณ พระราชวังพญาไท และสลายตัวไปเมื่อเสด็จสวรรคต

นอกจากนั้นยังทรงปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักใช้เสรีภาพ และการใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขตในระบอบประชาธิปไตยโดยพระราชทานเสรีภาพแก่หนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวางในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ หรือสังคม เป็นสมัยที่หนังสือพิมพ์มีเสรีภาพยิ่งกว่ายุคใด มีหนังสือพิมพ์ออกรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษและภาษาจีน รวมถึง 149 ฉบับ

ด้านการป้องกันประเทศ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากองเสือป่าขึ้นในปี พ.ศ. 2454 โดยมีพระราชประสงค์ให้เจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทั่วไปมีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมอย่างทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไปในเมือง เช่น ช่วยจับกุมผู้ร้าย ช่วยเหลือเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ล้อมวงที่ประทับเมื่อเสด็จไปที่เกิดเกตุที่มีคนพลุกพล่าน ตลอดจนเตรียมพร้อมไว้ป้องกันรักษาดินแดงในคราวที่จำเป็น ทั้งทรงมีพระราชดำริว่านอกจากการฝึกหัดเช่นนั้นจะเป็นการเสริมกำลังกาย และกำลังสติปัญญาของราษฎรให้ใช้ไปในทางที่เป็นประโยชน์ มีวินัย รู้จักเคารพกฎหมาย มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะอีกด้วย เสือป่ามี 2 พวก คือกองเสือป่าหลวง และกองเสือป่ารักษาดินแดน กิจกรรมสำคัญของเสือป่า คือการซ้อมรบ หรือประลองยุทธ์ซึ่งมักกระทำกันในต่างจังหวัด เช่น นครปฐม และราชบุรี โดยทรงเป็นจอมทัพและทรงนำการซ้อมรบด้วยพระองค์เอง

ในปีเดียวกันที่จัดตั้งกองเสือป่า ได้ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน เพื่อฝึกให้เยาวชนมีคุณสมบัติที่ดี มีความสามัคคี มีความมานะอดทน และเสียสละเพื่อส่วนรวม พร้อมทั้งพระราชทานคติพจน์แก่เสือป่าและลูกเสือไวว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” กิจการลูกเสือนี้ได้ขยายตัวเจริญรุ่งเรืองไปทั่วราชอาณาจักรจนกระทั่งทุกวันนี้ และได้มีวิวัฒนาการเป็นกองอาสารักษาดินแดน ลูกเสือชาวบ้านและเนตรานารี เป็นต้น

กบฎ ร.ศ. 130

ในปี พ.ศ. 2454 เกิดเหตุการณ์กบฏ ชื่อว่า กบฎ ร.ศ. 130 ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกูฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงซ้อมรบกับกองทหารเสือป่าที่ จ.นครปฐม กบฏคณะนี้เป็นนายทหารชั้นผู้น้อยประมาณ 100 คน โดยมีจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ความลับรั่วไหลถึงสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ จึงได้ดำเนินการจับกุมไว้ได้ และได้ตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีนี้ ผลของการตัดสินคดี คือ สั่งลงโทษประหารชีวิตนายทหารที่เป็นหัวหน้าก่อการกบฎ 3 นาย จำคุกตลอดชีวิต 20 นาย จำคุก 20 ปี 32 นาย ส่วนที่เหลือให้จำคุก 15 ปี และ 12 ปี ลดหลั่นกันไป

เมื่อตัดสินพิจารณาคดีเสร็จสิ้นลง จึงได้นำความตัดสิน ขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานความเห็นชอบตามที่เสนอทูลเกล้าฯ ถวายไปในตอนแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับทราบ จึงมีพระราชปรารภ ความว่า

“เราไม่ได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายแก่พวกนี้ เห็นควรลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเป็นอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินที่จะยกให้ได้”

ด้วยพระราชดำรัสดังนี้ ผู้ก่อการกบฎจึงได้รับการผ่อนโทษ ทำให้ไม่มีผู้ใดต้องโทษประหารชีวิตและในที่สุดทุกคนก็พ้นโทษจำคุกออกมา ในการที่ผู้ก่อการกบฏได้รับพระราชทานลดโทษนั้น ได้มีผู้ก่อการกบฎท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า

“พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพวกเรา ซึ่งนับว่าเป้นครั้งที่สำคัญอย่างยิ่งล้นก็คือ ได้พระราชทานชีวิตพวกเราไว้จากคำพิพากษาของกรรมการศาลทหาร โดยเรามิแน่ใจนักว่า หากมิใช่พระราชาพระองค์นี้ทรงเป็นประมุขแล้ว พวกเราจะได้พ้นจากการประหารชีวิตหรือไม่”

ด้วยเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดที่สุดว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีน้ำพระทัยที่ผู้เป็นใหญ่ควรจะมี คือ ทศพิธราชธรรม

ด้านความสัมพันธกับต่างประเทศ

ในปี พ.ศ. 2457 ได้เกิดสงครามขึ้นในทวีปยุโรป เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี บัลแกเรีย และตุรกี ซึ่งเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลาง ได้ทำสงครามกับกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบด้วย ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้นำ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมด้วย ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในตอนต้นของสงคราม ประเทศไทยได้ประกาศตนเป็นกลาง แต่ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 ด้วยทรงเล็กเห็นประโยชน์ที่จะเกิดกับประเทศ และเพื่อความเยงธรรมของโลกเป็นส่วนรวมได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารอาสาสมัครเข้าร่วมรบในสมรภูมิทวีปยุโรปด้วย

การเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ นับเป็นพระราชวิจารณญาณที่ถูกต้องโดยแท้ เพราะเมื่อทหารฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยในสงคราม ประเทศไทยในฐานะผู้ชนะสงครามจึงมีโอกาสเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ขอแก้ไขข้อสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งลิดรอนเอกราชทางการศาลของไทย และสนธิสัญญาจำกัดอำนาจการเก็บภาษีของไทยสำหรับคนและสินค้าต่างด้าว ซึ่งทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบทางการค้าอย่างมาก ในการนี้ ได้ทรงมีพระกรุณาให้ ดร. ฟรานซีส บี แซร์ ชาวอเมริกันซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มีอำนาจเต็มเดินทางไปเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นผลสำเร็จในระหว่างปี พ.ศ. 2476-2469 มีผลให้ไทยได้พ้นจากสภาวะเสียเปรียบจากสัญญาดังกล่าวมา

นอกจากนี้ยังขยายสัมพันธ์ทางการทูต โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการแลกเปลี่ยนผู้ช่วยทหารเป็นครั้งแรก ทรงให้การรับรองประเทศเกิดใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไทยเข้าเป็นสมาชิตขององค์การหรือสมาคมระหว่างประเทศ เช่น เป็นสมาชิกริเริ่มขององค์การสันนิบาตที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2463 เป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ องค์การอนามัยโลก สภากาชาดไทย และยามใดที่ส่วนต่าง ๆ ของโดยได้รับความเดือนร้อนจากภัยพิบัติ ประเทศไทยก็เข้าร่วมกับนานาชาติ บริจาคเงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกือบทุกครั้ง

ด้านการสาธารณสุข

ทรงมีพระราชหฤทัยโปรดศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะการละคร ตั้งแต่ครั้งยังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นละครรำแบบไทยและบทละครพูดแม้เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็ตาม ก็ยังทรงแสดงละครอยู่เสมอ เช่น ทรงแสดงเป็นนายมั่นปืนยาวในละครเรื่องพระร่วงและเป็นสังฆราชนิกายโรมันคาทอลิก ในเรื่องกุศโลบาย เป็นต้น

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อฟื้นฟูศิลปะการแสดงของไทย โดยรวมกรมที่เกี่ยวข้องกับการมหรสพทั้งในทางด้านนาฎศิลป์ และดุริยางคศิลป์มาไว้ในกรมที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ เช่น กรมโขน และพิณพาทย์มหาดเล็ก กรมปี่พาทย์หลวง และกองเครื่องเสียงฝรั่งหลวง เป็นต้น และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชฐานทุกแห่ง นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนพรานหลวง ในพระราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นสถานศึกษาทางด้านนาฎศิลป์และดนตรีอีกด้วย

ด้านจิตรกรรม

ทรงส่งเสริมการวาดภาพฝาผนัง เช่น ทรงให้ทดลองเขียนภาพเทพชุมนุมในห้องพระเจ้า ณ พระที่นั่งพิมานในพระราชวังสนามจันทน์ ก่อนที่จะนำไปวาดที่ฝาผนังพระวิหารทิศ วัดพระปฐมเจดีย์ ทั้งยังทรงพระกรุณาให้หาผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านจิตรกรรมและประติมากรรม คือ PROF.C.FEROCI หรือท่านศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเข้าเฝ้า เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินไทยได้เรียนรู้ศิลปะสากลขึ้น อันส่งผลต่อการพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะไทยส่วนพระองค์สนพระทัยในการวาดภาพล้อ ทรงวาดภาพล้อไว้หลายชุด แล้วส่งไปพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิต ภาพล้อเหล่านี้ถ้าเป็นภาพล้อผู้ใด ผู้นั้นก็จะซื้อในราคาสูง เงินค่าภาพล้อจะพระราชานไปใช้ในกิจการกุศลทั้งสิ้น

ด้านสถาปัตยกรรม

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีจำนวนนับพันและมีทุกประเภทวรรณศิลป์ ได้แก่ โขน ละคร นวนิยาย พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท พระบรมราชานุศาสนีย์ฯ เทศนานิทานบทชวนหัว สารคดี บทความในหนังสือพิมพ์และร้อยกรอง นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษไว้หลายเรื่อง

พระนามแฝงที่ทรงใช้มีอยู่มากมายกว่า 100 นาม เป็นต้นว่า

อัศวพาหุ สำหรับบทความที่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง

รามจิตต สำหรับงานพระราชนิพนธ์แปล

พระขรรค์เพชร สำหรับงานพระราชนิพนธ์บทละคร (ก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ)

ศรีอยุธยา สำหรับงานพระราชนิพนธ์ประเภทบทละคร (หลังเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ)

พันแหลม สำหรับพระราชนิพนธ์ เรื่องที่เกี่ยวกับทหารเรือ

นายแก้วนายขวัญ สำหรับพระราชนิพนธ์ ชุด นิทานนายทองอิน

นายราม ณ กรุงเทพฯ สำหรับทรงใช้ในฐานะทวยนาครแห่งดุสิตธานี

พระรามราชมุนี สำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดธรรมาธิปไตย ในดุสิตธานี

GENERAL MICHAEL D’ AYUTHYA สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐใหม่ ที่ทรงทดลองอยู่

BROTHER CARLTON สำหรับลายพระราชหัตถเลขาถึงพระสหายในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนามแฝงสำหรับพระองค์เอง พระองค์ยังพระราชทานนามแฝงให้กับบุคคลอื่นอีก เช่นนามเข็ม หมกเจ้า ประติสมิต ประเสริฐ ชาญคำนวณ หูผึ่งและโปรเฟซเซอร์ เป็นต้น พระราชนิพนธ์แต่ละเล่มของพระองค์ท่านนอกจากจะให้สาระและความเพลิดเพลินแล้วยังเต็มไปด้วยสุภาษิต ข้อคิดและคำคม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน รัชสมัยของพระองค์นับเป็นการฟื้นฟูวรรณกรรมทุกประเภทของไทย

งานทางด้านหนังสือพิมพ์ ทรงพระราชนิพนธ์บทความสำคัญ ๆ ลงในหนังสือพิมพ์เช่น “ยิวแห่งบูรพทิศ” ในหนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์เวอร์ และ “โคลนติดล้อ” ในหนังสือพิมพ์ไทย จนถึงมีผู้เขียนโต้ตอบให้ชื่อว่า “ล้อติดโคลน” ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯเดลิเมล์ ก็มิได้ทรงพระพิโรธแต่ประการใด แต่นายทหารผู้บังคับบัญชาเกรงว่า การที่นายทหารเรือผู้หนึ่งเขียนโต้แย้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสนอขอย้ายนายทหารเรือท่านนั้นเสีย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมิได้ขัดข้องที่จะให้ย้ายตามที่เสนอไป และยังทรงพระราชทานสายสะพายปฐมาภรณ์มงกุฎสยาม เป็นของขวัญที่นายทหารเรือท่านนั้นกล้าโต้แย้งพระองค์ นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อทั้งในด้านข่าวาร แสดงความคิดเห็นและปลุกใจให้รักชาติ

สิ่งสำคัญที่ทรงริเริ่ม

พ.ศ. 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ “พุทธศักราช” เป็นศักราชในราชการ เพราะทรงมีพระราชดำริว่าการใช้รัตนโกสินทร์ศกไม่สะดวกสำหรับเหตุการณ์ในอดีตก่อนตั้งศักราช

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ประกาศนับเวลาในราชการ โดยทรงกำหนดให้เปลี่ยนวิธีนับเวลาแบบโมงยามมาเป็นนับแบบสากลนิยม คือ แบ่งวันหนึ่งเป็น 24 ภาค แต่ละภาคเรียกว่า นาฬิกา และให้ถือว่าเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่ 1 เมษายน พ.ศ. 2463 ทรงให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ใช้เวลาอัตราสำหรับประเทศไทยทั่วพระราชอาณาจักรเป็น 7 ชั่วโมง ก่อนเวลาที่กรีนิช ประเทศอังกฤษ

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาคำนำหน้านาม พุทธศักราช 2460 กำหนดให้ใช้คำนำหน้านามเด็กและสตรีให้เป็นระเบียบอย่างอารยประเทศ คือ ให้มีคำว่า เด็กชาย เด็กหญิง นาย นาง และนางสาว

ในปี พ.ศ. 2456 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ใช้นามสกุล และได้ทรงพระราชทานนามสกุลถึง 6,432 สกุล นามสกุลแรกที่ทรงพระราชทาน คือ สุขุม พระราชทานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2456

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติศัพท์แทนคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันอยู่ในสมัยนั้น เช่นตำรวจ ธนาคาร โทรเลข โทรศัพท์ บริษัท ราชนาวี จักรยาน บริการ วิทยุ อนุบาล เครื่องบิน ลูกเสือ สหกรณ์ เลขานุการ ห้องสมุด เป็นต้น

รวมถึงชื่อถนนหนทางต่าง ๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาต่างประเทศ ทรงพระกรุณาเปลี่ยนชื่อใหม่ เช่น

-ถนนช้างฮี้นอก 1 ซางฮี้ใน 1 ซางฮี้น่า 1 สามถนนนี้ตั้งแต่ลำน้ำเจ้าพระยาถึงถนนราชปรารภเปลี่นชื่อเป็นถนนราชวิถี

-ถนนดวงตวันนอก 1 ดวงตวันใน 1 ดวงตวันน่า สามถนนี้ตั้งแต่ลำน้ำเจ้าพระยาถึงพนนราชปรารภ เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนศรีอยุธยา

-ถนนเบญจมาศนอก ตั้งแต่สะพานมัฆวาฬรังสรรค์ ถึงถนนพระลาน เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนราชดำเนินนอก

-ถนนประทัดทอง ตลอดทั้งสาย เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนพระรามที่ 6

-ถนนหัวลำโพงนอก ตั้งแต่ถนนเจริญกรุงถึงถนนหลวงสุนทรโกษา เปลี่ยนชื่อเป็น ถนนพระราม 4

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างธงชาติขึ้นมาใหม่แทนธงช้าง ด้วยเหตุที่ทรงทอดพระเนตรเห็นผู้ชักธงกลับหัวช้าลงเป็นที่ไม่เหมาะสม จึงได้ทรงออกแบบธงใหม่ให้เป็นธง 3 สี ได้แก่ แดง ขาว น้ำเงิน มีความหมายแทนสถาบันสูงสุด 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ พระราชทานนามว่า “ธงไตรรงค์” และได้ทรงพระราชนิพนธ์ความหมายเกี่ยวกับธงไว้ดังนี้

ขอร่ำรำพันบรรยาย                                ความคิดเครื่องหมาย                                  

แห่งสีทั้งสมงามถนัด

ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์                           หมายพระไตรรัตน์                                 

และธรรมะคุ้มจิตใจไทย

แดงคือโลหิตเราไซร้                              ซึ่งยอมสละได้                                          

 เพื่อรักษาชาติศาสนา

น้ำเงินคือสีโสภา                                     อันจอมราชา                                                  

 ธ โปรดเป็นของส่วนพระองค์

จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์                             จึ่งเป็นสีธง

ที่รักแห่งเราชาวไทย

ทหารอวตารนำไป                                  ยงยุทธ์วิชัย

วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ

ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ชาติใดไม่มีหนังสือ ไม่มีตำนาน นับว่าเป็นเหมือนคนป่า” ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าออยู่จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ เปิดหอสมุดสำหรับพระนคร พ.ศ. 2459 หอสมุดพระนครนี้ได้พัฒนาให้เป็น หอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน

พ.ศ. 2466 ทรงให้ตราพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยมีวิธีชั่ง ตวง วัด เป็นแบบเดียวกันทั่วประเทศ และทรงกำหนดให้ใช้ระบบเมตริกแบบอารยประเทศตะวันตก

บทสรุป

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาชาติให้ก้าวขึ้นไปสู่ความเจริญทัดเทียมกับบรรดาอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ รวมถึงทรงก่อตั้งกิจการลูกเสือ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปวงชนชาวไทยจึงรวมในกัน ถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” ทั้งยังทรงเป็นผู้ริเริ่มสิ่งสำคัญมากมายเช่นทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างธงไตรรงค์ คำนำหน้านามสตรีและเด็กและ รวมถึงสร้างเมือง “ดุสิตธานี” เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง

ด้วยสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ทางสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธ ได้ทำการจัดสร้งพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้น ณ บริเวณลานด้านหน้าสวนลุมพินี

รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ทรงมีพระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปศักดิเดชน์ ธเนศรมหาราชาธิราชจุฬาลงกรณ์นาถวโรรส อุดมยศอุกฤษฐศักดิ์ อุภัยปักษนาวิล อสัมภินชาติพิสุทธิ์ มหามงกุฎราชพงศบริพัตรบรมขัตติยมหารัชฎาภิษิยจนพรรโษทัย มงคลสมัยสมากร สถาวรรัจฉริยคุณ อดุลยราชกุมาร” แต่สมเด็จพระบรมราชนนีทรงเรียกพระนามว่า “เอียดน้อย”

เมื่อครั้นทรงโสกันต์แล้วทรงเสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเดินกรกฎาคม พ.ศ. 2449 ในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษา ทรงเริ่มรับการศึกษาในวิชาสามัญในวิทยาลัยอีตันซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นหนึ่งของประเทศอังกฤษ ในโรงเรียนแห่งนี้ได้กวดขันเรื่องระเบียบวินัยและมารยาทในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบเช่นเดียวกัน ในขณะที่ทรงศึกษาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ทรงหัดว่ายน้ำและเล่นกรรเชียงเรือ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันแล้ว ทรงสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารที่เมืองวูลิช (ROYAL MILITARY ACADEMY COUNCIL) ทรงเลือกศึกษาวิชาทหารแผนกปืนใหญ่ม้า แต่ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2453 พระองค์จึงได้เสด็จกลับประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมพิธีพระบรมศพ แล้วจึงเสด็จกลับไปศึกษาต่อเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2456 ทรงเข้าประจำการ ณ กรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษที่เมืองอัลเดอร์ช้อต (ALDERSHOT) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2456 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2457 อันเป็นช่วงเวลาแห่งการซ้อมรบ โดยรัฐบาลอังกฤษตามความเห็นชอบของที่ประชุมกองทหาร (ARMY COUNCIL) และได้รับอนุญาตให้ทรงเครื่องแบบนายทหารอังกฤษสังกัดใน “L” BATTERY FOYAL HORSE ARTILLERY ทรงได้รับสัญญาบัตรเป็นนายทหารยศร้อยตรีกิตติศักดิ์ แห่งกองทัพอังกฤษ และในกาลที่พระองค์สำเร็จการศึกษาจากสถานทีนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระยศนายร้อยตรีนอกกอง สังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นนายร้อยโท และนายทหารนอกกอง สังกัดกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์

ในปี พ.ศ. 2457 ได้เกิดสงครามโลกขึ้นในยุโรป แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ยังทรงศึกษาวิชาการทหารได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ หากจะกลับมาเมืองไทยก็ยังทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองยังไม่ได้เต็มที่ ดังนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากร ทรงจัดหาครูเพื่อสอนวิชาการเพิ่มเติมให้สมเด็จกพระเจ้าน้องยาเธอโดยเน้นวิชาที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง คือวิชากฎหมายระหว่างประเทศ พงศาวดารศึก และยุทธศาสตร์การศึก แต่ต่อมาสงครามครั้งนี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทั้งการหาครูมาถวายพระอักษรก็ลำบาก เนื่องด้วยนายทหารที่มีความสามารถต้องออกรบในสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอพระราชดำเนินกลับประเทศไทย แต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอมีความประสงค์ที่จะเสด็จร่วมรบกับพระสหายชาวอังกฤษ หากแต่พระเจ้ายอร์ซที่ 5 ไม่สามารถทำตามพระราชประสงค์ เนื่องด้วยพระองค์เป็นคนไทยซึ่งเป็นประเทศเป็นกลางในสง-ครามสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอจึงจำเป็นต้องเสด็จกลับเมืองไทรในเดือนเมษายน พ.ศ. 2458

ครั้นเมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งนายทหารคนสนิทพิเศษจอมพลสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งเป็นพระเชษฐาในพระองค์ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการ-ทหารบก แล้วเลื่อนเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์และเป็นร้อยเอกต่อมาเสด็จเข้ารับราชการประจำกรมบัญชาการกองพันน้อยที่ 2 ในตำแหน่งนายทหารเสนาธิการและต่อมาเลื่อนเป็นนายพันตรี แล้วเป็นพันโทบังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ในระยะแรกที่ทรงเข้ารับราชการ พระองค์ประทับอยู่ ณ วังพญาไทกับพระบรมราชชนนี และนอกจากวังพญาไทแล้วสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถยังประทานบ้านท่าเตียนให้เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่งด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งหน้าที่การงานต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยมาโดยตลอด จนถึงปี พ.ศ. 2460 จึงทรงลาราชการเพื่อทรงผนวช ณ อุโบสถวัดพระรีรัตน-ศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเสร็จประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอลาผนวชและเสด็จเข้ารับราชการเป็นที่เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุราธิคุณตรัสขอหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีให้และประกอบพระราช-พิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมานพระราชวังบางปะอิน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461

หลังจากที่ทรงอภิเษกสมรสแล้ว และรับราชการเป็นที่เรียบร้อย แต่พระองค์ที่ทรงประสบปัญหากับพระโรคเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องลาราชการไปพักรักษาตัวในที่ ๆ มีอากาศเย็นตามความเห็นของคณะแพทย์ พระองค์เสด็จไปรักษาตัวที่ยุโรปในปี พ.ศ. 2463 ครั้นพระองค์ทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ทรงเข้าศึกษาวิชาการในโรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส จนสำเร็จการศึกษาเสด็จกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2464 หลังจากนั้นอีก 4 ปี ทรงเข้ารับราชการอีกครั้งโดยพระบรมเชษฐาธิราชพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า โปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก และเลื่อนพระยศขึ้นเป็นนายพันเอก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ 2 และเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 ในคราวเดียวกัน และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องสืบราชสมบัติ และการทำพิธีพระบรมศพในคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ที่ประชุมได้พิเคราะห์พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในพระราชหัตถเลขานิติกรรม ใจความว่า

“การสืบราชสมบัตินั้นมีพระราชประสงค์ว่า หากมีพระราชโอรส (ขณะที่ทรงทำนิติกรรมนั้นพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวีทรงพระครรภ์อยู่) ก็ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระมหากษัตริย์จะบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรส ก็ใคร่ขอให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงรัชรัชทายาท สืบสันตติวงศ์ตามราชประเพณี

จากข้อความในพระราชหัตถเลขาจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราชมาก แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ไม่เต็มพระราชหฤทัยจะรับรองราชสมบัติ ทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่อาวุโสมากกว่า แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ไว้วางใจในพระองค์ และตามพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุดขทัยฯ ขึ้นครองราชย์ เป็นประมหากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงได้จัดตั้งคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดินและราชการในพระองค์ ด้วยมีพระราดำริว่า “ไม่ทรงสันทัดในการแผ่นดินมากนัก” คณะอภิรัฐมนตรีนี้ประกอบไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ 5 พระองค์ คือ

1.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

2.สมเด็จ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

3.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

4.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

5.พระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาท

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มิได้ทรงขัดเคืองในพระทัยแต่ประการใด แต่ด้วยมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้ต้องประกาศสละราชสมบัติด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่พระองค์ได้วางแผนให้เป็น คือ ต้องการมอบประชาธิปไตยให้กับคนไทยทุกคน เมื่อทรงเสด็จต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตร และเมืองเสร็จสิ้นจากการผ่าตัดแล้ว ก็มิได้เสด็จกลับประเทศไทย ยังคงเสด็จประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งคณะรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมาการขึ้นคณะหนึ่ง มีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการเดินทางไปเฝ้ากราบบังคมทูลเชิญพระองค์

พระองค์เสด็จกลับประเทศไทย การกราบบังคมทูลเชิญกลับประเทศไทยนั้นไม่เป็นผล ดังนั้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยประกาศสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ดังปรากฏความในเอกสารความว่า

(สำเนา)

ปปร

บ้านโนล

แครนลีประเทศอังกฤษ

เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ 24มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้าให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่าพระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบอย่างประเทศทั้งหลายซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่าง ๆ อันจะเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเสื่อใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปแบบนั้น โดยมิได้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้ว และเมื่อมีผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่ามีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เป็นอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเป้นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับจะพึงเห็นได้ว่าอำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่าง ๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการและผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือก เช่น ในฉบับชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎรเลย ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอของข้าพเจ้าแต่ให้มีสมาชิกซึ่งตนเองเป็นผู้เลือกเอง เข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง 1 การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภทก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจาบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่ว ๆ ไปไม่จำกัดเป็นพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอกแต่ฉะเพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ นอกจานี้คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดที่จะเปลี่นแปลงโครงการณ์เศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวขึ้นกันเองในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น

ทั้งนี้เป็นเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารเป็นครั้งที่ 2 และแต่นั้นมาความหวังที่จะให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง

เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริงและประชาชนไม่ได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฎขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย

เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูให้เข้ารูปประชาธิปตัยอันแท้จริงเพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุ่มอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมืองรัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่นเรื่องคำร้องขอต่าง ๆของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้และละเอียดละออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุตติธรรมของโลก คือไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผยซึ่งเป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาดยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเองและข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกวิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม

ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเน้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองให้แก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์

อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะบ่งนามผู้ใดผู้หนึ่ง ให้เป็นผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไปตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิที่จะทำได้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์

อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้าถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ ตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบต่อ กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐานขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอให้ประชาชนชาวสยามจงได้มีความสุขความสบาย

(พระปรมาภิไธย) ประชาธิปก ปร

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477

เวลา 13 นาฬิกา 55 นาที

หลังจากที่ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระประยูรญาติที่สนิทบางพระองค์ ได้เสด็จไปประทบที่วังเวอจิเนีย วอร์เตอร์

(VIRAINIA WATER) อันเป็นชนบทใกล้กรุงลอนดอน ครั้งวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ได้เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยโรคพระหทัยวาย รวมพระชนมายุได้ 48 พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์ได้ 9 ปี

รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาติให้ตั้งพระบรมศพเป็นกรณีพิเศษนาน 4 คืน และในวันที่ 3 มิถุนายน ปีเดียวกัน จึงได้อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปยังสุสาน โกลเดอร์กรีน (GOLDERS GREEN) เพื่อถวายพระบรมศพ แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงเสด็จประทับอยู่ในอังกฤษ ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระบรมอัฐพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่ประเทศไทย เพื่อประดิษฐานร่วมกับสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช อันสมควรกับพระบรมราชอิสริยยศ และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทยสืบไป


พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


การทำนุบำรุงบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ขึ้นด้วยทรงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ซึ่งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา สะพานนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี พร้มกับทรงชักชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้างพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่บริเวณลานเชิงสะพานแห่งนี้ด้วย โดยพระองค์เสด็จไปทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 และทรงโปรดให้มีมหรสพสมโภชเป็นการเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานครที่มีอายุครบ 150 ปีด้วย แลพระราชทานสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐานเพื่อเสด็จประทับด้วยทรงโปรดการประพาสชายทะเลเป็นอย่างมาก ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อสร้างเสร็จ ทรงพระราชทานนามว่า “สวนไกลกังวล” พระราชฐานแห่งนี้ประกอบไปด้วยพระตำหนักต่าง ๆ มากมาย เช่น พระตำหนักเปี่ยมสุข พระตำหนักน้อย พระตำหนักปลุกเกษม พระตำหนักเอมปรีดี และศาลาเริง เป็นต้น

ด้านดนตรี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการเล่นดนตรีเป็นอย่างมาก ได้ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้น ในปี พ.ศ. 2470 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการที่ใกล้ชิดรวมถึงทรงมีพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์เพลงอีกด้วย ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมไว้ 3 เพลง คือ

1.เพลงราตรีประดับดาว (เถา) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเพลงมอญดูดาว 2 ชั้น ของเถา เมื่อ พ.ศ. 2472 ทั้งเนื้อร้องและทำนองเพลง เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ มีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับคู่รักที่ชักชวนกันชมเดือน ดาว ดอกไม้ แต่มีความจำเป็นที่ต้องจากกันในเวลาอันใกล้นี้

2.เพลงเขมละออองค์ (เถา) ทรงพระราชนิพนธ์ขณะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระที่นั่งเปี่ยมสุข สวนไกลกังวล เมื่อ พ.ศ. 2473 โดยทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงจากเพลงเขมรเอาบาง 2 ชั้น ส่วนบทร้องนั้นทรงใช้บทร้องซึ่งคัดมาจากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระร่วง แต่ได้ทรงพระราชนิพนธ์ดัดแปลงแก้ไขบ้างบางส่วน

3.เพลงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะที่ทรงเสด็จประพาสสัตหีบทางชลมารคใน พ.ศ. 2473 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนี้ให้มีทำนองคล้ายเสียงระลอกคลื่น ได้ทรงเลือกทำนองเพลงคลื่นกระทบฝั่ง 2 ชั้น มาดัดแปลงเป็นเพลง 3 ชั้น แต่มิได้พระราชนิพนธ์เนื้อเพลง ก็โปรดให้ใช้เป็นเพลงโหมโรงไปก่อน และคงใช้กันสิบมาจนทุกวันนี้

ทรงวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัตินั้นเศรษฐกิจทั่วดลกกำลังตกต่เนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทย ได้รับความกระทบกระเทือนจากสิ่งนั้นด้วย แต่ไม่ว่าจะประสบปัญหาวิกฤตอย่างไร พระองค์ก็ทรงใช้วิจารณญาณแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาสามารถอันดีตลอดมา

ทรงมีพระราชประสงค์ที่แน่วแน่ที่จะทรงมอบอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนในรัชกาลของพรองค์มีการจัดตั้งสภากรรมการขององคมนตรี อันประกอบด้วยกรรมการ 40 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี ทำหน้าที่ในการประชุมพิจารณากฎหมายและปัญหาอื่น ๆ ตามแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานทั้งทรงมีพระราชประสงค์ให้สภากรรมการองคมนตรีเป็นสภาทดลองและฝึกหัดเพื่อปลูกฝั่งวิธีการของระบบรัฐสภาต่อไป

ส่วนราษฎรระดับท้องถิ่นนั้นพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในกิจการสุขาภิบาลซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงกิจการให้เป็นรูปแบบการบริหารงานส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล โดยทรงแต่งตั้งกรรมการจัดการประชาภิบาลคอยสำรวนดูงานสุขาภิบาลตามหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร แต่พระราชบัญญัติเทศบาลที่ร่างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2473 มีขั้นตอนการผ่านพิจารณาจากเสนาบดีสภา สภากรรมการองคมนตรี จึงยังมิได้ทรงประกาศพระราชบัญญัติเทศบาลดังกล่าว

ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของชาติ ด้วยตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471 ขึ้น บังคับใช้โดยตามกฎหมายฉบับนี้จะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า “คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน” คอยทำหน้าที่ดูแลการบรรจุแต่งตั้ง การเคลื่อนย้ายการให้ความดีความชอบรวมทั้งการควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัยของข้าราชการ ทรงโปรดให้มีการสอบแข่งขันบุคคลเข้าบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนเป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมที่ใครประสงค์จะเข้ารับราชการก็ไปฝากตัวแต่หัวหน้าส่วนราชการนั้น ซึ่งหัวหน้าส่วนท่านนั้นจะรับหรือไม่ก็ได้

และเพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ออก “พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัย หรือความผาสุขแห่งสาธารณชน พ.ศ. 2471” โดยมีขอบเขตครอบคลุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภค และการเงิน เช่น กิจการไฟฟ้า การประปา รถราง รถไฟ การเดินอากาศ การชลประทาน การขุดคลอง การออมสิน และการประกันภัย ซึ่งนับว่าเป็นรากฐานของระเบียบที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ได้ทรงพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขการปกครองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากเมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วก็โปรดให้สถาปนาคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการบริหารราชการแผ่นดินแทนที่จะทรงตัดสินพระราชหฤทัยแต่พระองค์เดียว ทรงฟื้นฟู้การประชุมเสนาบดีให้มีความสำคัญและทรงแนะนำให้รู้จักการทำงานเป็นคณะและรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งยังทรงแต่งตั้งสภากรรมการองคมนตรี เพื่อเป็นที่ปรึกษาข้อราชการและฝึกหัดการประชุมรัฐสภา สำหรับการปูพื้นฐานในการปกครองตนเองของประชาชนก็ได้ทรงโปรดให้ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลขึ้น แต่กฎหมายดังกล่าวได้ร่างเสร็จเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว

นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้รู้ทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อเตรียมพระราชทานให้แก่ประชาชนในโอภาสฉลองกรุงเทพมหานครครบรอบ 150 ปี แต่ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ ได้ทรงทูลคัดค้านว่ายังไม่สมควรแก่เวลา จึงเป็นอันต้องรอคอยการพระราชทานรัฐธรรมนูญไว้ก่อน

ด้วยเหตุนี้ในช่วงระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ เสด็จขึ้นครองราชสมบัตินั้น เป็นระยะที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากผลแห่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การเงินของประเทศไทยอยู่ในขั้นทรุดโทรม การทำมาหากินของประชาชนฝืดเคือง งบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินสูงกว่ารายได้ ซึ่งเกิดติดต่อกันมานานตั้งแต่ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต่อสู้แก้ไขกับปัญหาดังกล่าวด้วยการประหยัด โดยทรงเริ่มจากทรงตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ก่อน (เงินพระคลังข้างที่) ลงจากปีละ 8 ล้านบาท ลงเหลือปีละ 4 ล้านบาทจากนั่นทรงตัดทอนรายจ่ายของแผ่นดินลงทุกวิถีทางเท่าที่จะทรงกระทำได้ เริ่มด้วยการยุบรวมหน่วยราชการที่พอจะรวมกันได้ มีการดุล (ปลด) ข้าราชการที่ล้นงานออกจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มากมายทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ซึ่งก่อให้เกิดคามไม่พอใจขึ้นในหมู่ข้าราชการเป็นอันมากนอกจากนี้ยังทรงให้จัดตั้ภาษีอากรขึ้นใหม่ เพื่อจัดเก็บจากบุคคลที่พอจะมีกำลังเสียได้ โดยทรงยินยอมให้มีมีการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์ส่วนพระองค์ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ซึ่งการแก้ปัญญาด้วยวิธีการเหล่านี้ไม่สามารถฟื้อนฟูเศรษฐกิจของประเทศให้ดี ประกอบกับขณะนั้นมีพวกข้าราชการ และนายทหารที่กลับจากการไปศึกษาในต่างประเทศและมีหัวคิดรุนแรงต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเสียใหม่เพราะเข้าใจว่าจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมืองได้ ดังนั้นในเช้ามีดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานนไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล “คณะราษฎร์” นำโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินที่กรุงเทพมหานครไว้ โดยการเข้าควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์ศานุวงศ์บางพระองค์และข้าราชการตำแหน่งสำคัญๆ ไว้เป็นตัวประกัน แล้วมีหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติกลับพระนคร เป้นพระมหากษัตริย์ภายใต้ธรรมนูญการปกครองที่คณะราษฎร์ได้ทำขึ้น

ถึงแม้ว่าจะได้ทรงเตรียมที่จะพระราชทานอำนาจอธิปไตยนี้ได้แก่ประชาชนอยู่แล้ว แต่เมื่อคณะราษฎร์แสดงออกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นนี้ พระองค์ก็มิได้ทรงถือทิฐิมานะ ทรงละพระบรมเดชานุภาพยอดมรับการเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังความในลายพระหัตถ์ที่ว่า

“ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเสียเนื้อ กับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละมัยไม่ให้ขึ้นชื่อได้ว่าจลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง และความจริงข้าพเจ้าได้คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คือมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิด เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก…….”

และหลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนครแล้วแล้วก็ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับแรก เมื่อวนที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2435

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระนครแล้ว กลุ่มคณะราษฎร์ได้เข้าเฝ้าและถวายธูปเทียนเพื่อขอขมาดังมีหนังสือกราบทูลดังนี้

ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

การที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ก็ด้วยมุ่งหวังประโยชน์แก่ชาติโดยเห็นแก่ชาติโดยเห็นด้วยเกล้าด้วยหกระหม่อมว่า ทุกๆ ประเทศที่เป็นเอกราช ก็มีธรรมนูญการปกครองกันทั่วไปแล้ว หากประเทศสยามได้มีกับเขาบ้างก็จะเป็นโอกาสให้ราษฎรเป็นจำนวนมากได้มีส่วนช่วยเหลือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ในราชการแผ่นดินเต็มกำลังความสามารถจริง ๆ การณ์ได้เป็นไปโดยเรียบร้อยด้วยประการทั้งปวง ก็เนื่องด้วยฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยดีต่อประชาชนชาวสยาม และทรงพระกรุณาช่วยเหลือสงเสริมทุกประการ ตลอดจนพระราชทานอภัยโทษแก่พวกข้าพุทธเจ้า โดยพระราชกำหนดนิรโทษกรรมนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุร ทั้งนี้ ย่อมตระหนักอยู่แก่ใจพวกข้าพระพุทธเจ้า

การที่ข้าพระพุทธเจ้า ได้ประกาศกล่าวข้อความในวันเปลี่ยนแปลง ด้วยถ้อยคำรุนแรง กระทบกระเทือนใต้ฝาละอองธุลีพระบาทและพระบรมวงศานุวงศ์ก็ด้วยทรงมุ่งหวังถึงผลสำเร็จทันทีทันใดเป็นใหญ่สมเด็จพระมหากษัตราธิราชในบรมวงศ์จักรี ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้มีส่วนทำความเจริญมาสู่ประเทศสยามตามกาลสมัยบัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พวกข้าพระพุทธเจ้ามาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงขอพระราชทาน พระบรมวโรกาสนี้กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษอีกครั้งหนึ่ง เป็นคำรบสองในถ้อยคำที่ได้ประกาศไป

การจะควรประการใดแล้วแต่จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เมื่อคณะราษฎร์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษเสร็จสิ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดำรัสตอบดังนี้

“ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งในการที่ได้มา กระทำพิธีขอขมาต่อตัวข้าพเจ้าและพระราชวงศ์จักรีในวันนี้ การกระทำของท่านในวันนี้ให้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่ยินดีต่อตัวข้าพเจ้าโดยฉพาะ เพราะข้าพเจ้าเองก็ให้อภัยโทษแก่ท่านทั้งหลายมานานแล้ว เพราะเข้าใจในความประสงค์ของท่านดีท่านกระทำการในคราวนี้ก็เพื่อหวังประโยชน์แก่ชาติจริงๆ ข้าพเจ้าได้ตั้งใจให้ท่านได้ทำการเป็นผลสำเร็จเรียบร้อยดีอย่างที่สุดที่จะเป็นได้ โดยที่ข้าพเจ้ามีความเห็นในความคิดของท่าน ข้อที่ข้าพเจ้าดีใจมากนั้นคือ ในคำขมานั้น ท่านได้กล่าวถึงสมเด็จพระมหากษัตราธิราชและเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีว่าได้ทรงมีส่วนในการนำความเจริญมาสู่ประเทศสยามด้วยหลายพระองค์ด้วยกัน นั่นเป็นความจริง

ในคำประกาศวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ข้อความที่ทำให้ข้าพเจ้าเอง และสมาชิกของพระราชวงศ์จักรีรู้สึกโทมนัสอย่างยิ่ง คือ ในข้อความที่ทำให้เข้าใจ่าพระราชวงศ์จักรีไม่ได้ทำความเจริญให้กับประเทศสยามอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ทำให้สมาชิกในพระราชวงศ์จักรีทั่วไปโทมนัสน้อยใจและแค้นเคืองมา

เมื่อพวกท่านได้กล่าวแก้ไขในวันนี้นั้น ข้าพเจ้าหวังว่าจะเป็นผสานไมตรีระหว่างพระราชวงศ์จักรีกับพวกท่านและราษฎรทั่วไปให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ อันที่จริง เจ้านายในพระราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ย่อมทรงมีส่วนเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง จึงทรงได้เข้ารับราชการในกระทรวงต่างๆ ทุกพระองค์ตามแต่ที่จะทำได้ แต่ตามวิสัยธรรมดาของคนและตระกุลอันใด ก็ย่อมมีสมาชิกมีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเป็นธรรมดา และย่อมมีการพลาดพลั้งการบ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเจ้านายจะได้ทรงทำการพลาดพลั้งไปบ้าง ก็มิใช่โดยอคติ โดยเหตุนี้เมื่อท่านได้กล่าวแก้ไขในวันนี้และท่านมีความรู้สึกว่า พระราชวงศ์จักรีได้ทรงทำประโยชน์แก่ประเทศชาติของเราเช่นนี้ ก็ย่อมจะล้างความโทมนัสทั้งหลายทั้งปวงของข้าพเจ้าเอง และพระราชวงศ์จักรีได้สิ้น

นอกจากนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีมากที่ท่านได้มาทำพิธีขอขมาวันนี้เอง โดยที่ข้าพเจ้ามิได้ทรงเรียกร้องร้องอย่างใดอย่างหนึ่งเลย เพราะท่านทั้งหลายได้แสดงว่ามีธรรมในใจ และเป็นคนที่สุจริตและใจเป็นนักเลง คือเมื่อท่านรู้สึกว่าได้ทำอะไรเกินไป พลาดพลั้งไปบ้าง ท่านก็ยอมรับผิดโดยดีและโดยเปิดเผยการกระทำเช่นนี้เป็นของที่ทำยาก และต้องเป็นนักเลงจริงๆ จึงจะทำได้ เมื่อท่านได้กระทำพิธีเช่นนี้ในวันนี้ก็ทรงแสดงให้เห็นชัดว่าการใดๆ ที่ท่านได้ทำไปเพื่อหวังประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง ท่านได้แสดงว่าท่านเป็นผู้มีน้ำใจกล้าหาญทุกประการ ท่านกล้ารับผิดเมื่อรู้สึกว่าตนได้ทำการพลาดพลั้งไป

ดังนี้ เป็นการที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไว้ใจในตัวของท่านยิ่งขึ้นอีกเป็นอันมากในข้อนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอันมาก

เพราะฉะนั้น ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอให้พรแก่ท่านทั้งหลาย ขอจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฎิภาณ ทุกประการ มีกำลังใจ กำลังน้ำใจ เพื่อสามารถทำการงานให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศของเราสืบไป”

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ได้เกิดสงครามกลางเมืองที่เรียกกันว่า “กบฏวรเดช” ขึ้น โดยพระองค์เจ้าบวรเดชกับพระยาศรีสิทธิสงคราม รวมกำลังทหารหัวเมืองมุ่งเข้าตีกรุงเทพมหานคร ตามคำแถลงการณ์ที่จะเข้ามาช่วยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงหลุดพ้นจากอำนาจคณะราษฎร์ในการนี้มีการปราบปรามด้วยอาวุธ ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกันและต้องเสียชีวิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่สะเทือนพระราชหฤทัยมาก ครั้นต่อมาปรากฎว่าเกิดความคิดเห็นทางการเมืองขัดแย้งกันขึ้นระหว่างพระองค์กับสภาผู้แทนราษฎร จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุผลเพื่อไปรักษาพระเนตรเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 จนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 จึงได้พระราชทานหัตถเลขา ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ทรงสละราชสมบัติ

ด้านประเพณีและวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างค่านิยมให้มีภรรยาเพียงคนเดียวซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสังคมไทยแต่โบราณ ที่ชายไทยมักนิยมมีภรรยาหลายคนโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรงโปรดให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2473 ริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร อันเป็นการฝังค่านิยมใหม่ทีละน้อยตามความสมัครใจ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง โดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียวโดยไม่มีสนมนางใดๆ ทั้งสิ้น

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในต้นรัชสมัย ได้ทรงดำเนินกิจการสำคัญที่ทรงเกี่ยวข้องกับต่างประเทศที่ค้างมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สำเร็จลุล่วงไป เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทรงทำสัญญาใหม่ ๆ กับประเทศเยอรมนี และทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขงเรียกว่า “สนธิสัญญาอินโดจีน พ.ศ. 2496 ”

บทสรุป

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์พระมหากษัตริย์ที่เลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังมิได้ทรงทำการเปลี่ยนใดๆลงไป ด้วยทรงคำนึงว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อมีคณะราษฎร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน แต่ก็มิได้ทรงขัดเคืองพระทัยแต่อย่างใด ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างเต็มพระทัย แม้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่มากมายก็ตาม แต่ด้วยทรงตั้งพระทัยในการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ดังมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสลละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณในด้านการปกครอง รัฐบาลจึงได้มีการดำเนินการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้น ณ บริเวณลานด้านหน้าอาคารรัฐสภา

รัชกาลที่ 8

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙


พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เมื่องทรงพระราชสมภพ ทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เมื่อพระชนมายุได้ 3 เดือน ได้ตามเสด็จพระบรมราชชนกไปต่างประเทศจนกระทั่งอายุได้ 3 พรรษา จึงได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทย และทรงเข้าประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกนาถทิวงคต ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้เสด็จกลับยุ โรปเพื่อศึกษาต่อในชั้นประถม ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาลงวันที่ มีนาคม พ.ศ. 2477 ทรงสละราชสมบัติแต่บัดนี้เป็นต้นมา และสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบแล้ว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (10 ธันวาคม 2475) มาตรา 9 ว่าด้วยการสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสิทธิ์ที่จะทรงสมมติเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์องค์ที่1 ในลำดับพระราชสันตติดังได้แถลงไว้ในมาตราที่ 9 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467

สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477 แสดงความเห็นชอบในการที่จะอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชสมบัติต่อไปตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม มาตรา 8 และ คณะรัฐมนตรีได้อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลโดยทางโทรเลข ให้ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันและเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ขึ้นครองราชย์ สืบสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันและเวลานี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477

(ลงนาม)

นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา

นายกรัฐมนตรี

จากประกาศ จึงได้ทรงขึ้นครองราชสมบัติ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 แต่ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา จึงต้องทรงมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้แก่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจา-ตุรนต์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา และเจ้าพระยายมราช ทำการบริหารแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ

ในระหว่างนี้ได้ทรงย้ายไปศึกษาในโรงเรียน นูแวล เดอลา ซืออีส โรมองค์ และยังคงมีพระอาจารย์ถวายอักษรไทย ณ พระตำหนังที่ประทับอยู่ ในครั้งนี้นอกจากจะศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่ของพระมหากษัตริย์แล้ว ยังทรงศึกษาภาษาต่างประเทศอีกถึง 4 ภาษี คือ ภาษาฝรั่งเศล อังกฤษ เยอรมนี และสเปน ยิ่งไปกว่านั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงส่งเสริมให้โปรดการกีฬา อาทิ ว่ายน้ำ ฮ็อกกี้ สกี สเกตน้ำแข็ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัอานันทมหิดล การสะสมแสตมป์และรูปเรือรบ ทั้งยังโปรดศึกษาหาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ โดยไม่ทรงปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ทรงเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปที่ได้มีโอกาสพบเห็น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรกหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 13 พรรษาการเสด็จนิวัตครั้งนี้โดยทางเรือชื่อ มีโอเนีย พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอและสมเด็จพระอนุชา ซึ่งเมื่อเสด็จถึงปีนัง ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์สเตรทเอคโคดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีที่จะได้เดินทางกลับสู่ประเทศอันเป็นที่รักของข้าพเจ้า และในอันที่จะได้เห็นประชาราษฎร์ของข้าพเจ้าเอง”

ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ที่ทรงเสด็จประทับอยู่ในเมืองไทย ได้ทรงออกเยี่ยมราษฎร์ในที่ต่าง ๆหลายแห่ง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเฝ้าชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด จากนั้นได้ทรงเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอรแลนด์

หลังจากเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยครั้งแรกแล้ว ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานการณ์ของโลกอยู่ในขั้นวิกฤต การคมนาคมติดต่อระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศขัดข้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจึงมิได้เสด็จนิวัติกลับสู่ประเทศไทยอีกเป็นเวลานาน เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ และเหลือเวลาอีกประมาณอีก 3 ปี ก็ทรงได้รับปริญญาเอก ก็ได้เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยอีกครั้ง โดยเสด็จถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ 2488 ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 21 พรรษา ซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว

ในการเสด็จนิวัตเมืองไทยครั้งนี้ เดิมทรงตั้งพระราชหฤทัยจะประทับอยู่ในเมืองไทยเพียง 1 เดือนจากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิตเซอรแลนด์ เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนใหม่ในกลางเดือนมกราคมแต่เนื่องจากทรงมีพระราชกรณียกิจในฐานะประมุขของประเทศมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นของชาติและพสกนิกร ทำให้ทรงเลื่อนเวลาที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิตเซอร์แลนด์ออกไปเป็นวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2498

พระราชภารกิจของพระองค์เริ่มตั้งแต่ ทรงเสด็จออกรับการตรวจพลสวนสนามของฝ่ายพันธมิตรในประเทศไทยพร้อมด้วยลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน แม่ทัพใหญ่ของอังกฤษ อันเป็นผลให้ภาพพจน์และฐานะของประเทศที่ยอมรับแก่ประเทศทางตะวันตกที่เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งก่อนหน้านี้ฐานะของประเทศไทยไม่ค่อสู้ดีนักเนื่องจากในระหว่างสงครามโลก ประเทศต้องอยู่ในภาวะจำยอมที่จะต้องให้ความร่วมมือแก่กองทัพญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ ทำให้เมื่อสงครามสงบแล้ว มีประเทศพันธมิตรหลายชาติไม่พอใจและถือโอกาสข่มขู่ไทย

อีกพระราชกิจหนึ่งที่มีความสำคัญ คือการพระราชทานพระราชวินิจฉัยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาได้ร่างขึ้น พร้อมกับได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และได้ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ให้ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศในวันเสด็จเปิดสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่อยูข้างฝ่ายชนะสงครามทำให้ชาวจีนบ้างกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยทำการเรียกร้องสิทธิบางประการจากรัฐบาลไทย ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชาวไทยกับชาวจีน จนถึงขั้นก่อความไม่สงบและมีการรุมทำร้ายร่างกายคนไทยที่เรียกว่า “เสี๊ยพะ” อยู่เนื่องๆเหตุการณ์นี้ได้ทวีความรุนแรงและขยายพื้นที่อย่างกว้างขวางออกไปมากขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อความบาดหมางระหว่างชาวไทยและชาวจีนนี้ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ทรงหาวิธีแก้ไขด้วยพระองค์เอง โดยทรงตระหนักว่าถ้าเสด็จฯ ออกเยี่ยมเยียนท้องถิ่นชาวจีนที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ย่อมจะสามารถประสานรอยร้าวที่มีอยู่ ให้สนิทแน่นแฟ้นขึ้นได้ จึงทรงกำหนดการเสด็จเยี่ยมสำเพ็งอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระจ้าน้องยาเธอ ข่าวการเด็จสำเพ็งครี้งนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่งแก่พ่อค้าชาวจีนและพ่อค้าอินเดียที่อาศัยอยู่แถบนั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่มีพระมหากษัตริย์เสด็จเยี่ยมสำเพ็งอย่างเป็นทางการ การเสด็จเยี่ยมเยียนครั้งนี้ทรงใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง เพราะมีชาวจีนมาเฝ้าทูละอองธุลีพระบาทมากมายและการรับเสด็จก็เป็นไปอย่างมโหฬารด้วยความจงรักภักดีและเคารพบูชาอย่างสูง ตลอดระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตร ทรงไต่ถามทุกข์สุขและการทำมาหากินของผู้ที่เฝ้ารับเสด็จด้วยพระอิริยาบถและพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่งแก่ผู้รับเสด็จ จนเกิดความรู้สึกว่าทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างก็เป็นประชาชนที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล ซึ่งนับตั้งแต่บัดนั้นมาความร้าวฉานและความบาดหมางต่าง ๆ ระหว่างชาวไทยและชาวจีนก็หมดสิ้นไป ปัญหาซึ่งกำลังจะกลายเป็นความยุ่งยากทางการเมืองเป็นอันยุติลงได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในการเสด็จประพาสสำเพ็งครั้งนี้

พระราชกรณียกิจที่สำคัญในระหว่างการเสด็จนิวัตประเทศครั้งที่ 2

โดยสรุปพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ดังต่อไปนี้

วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทานพระอัฐและพระบรมอัฐสมเด็จบุรพมหากษัตริยาธิราช ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2488 พระราชทานกระแสพระราชดำรัสทางวิทยุกระจายเสียงแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ ดังมีพระราชดำรัสบางสวนดังนี้

“ในเวลาที่ข้าพเจ้าเล่าเรียนอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ข้าพเจ้ามีความคิดถึงท่านอยู่เสมอ จึงได้พยายามเล่าเรียนให้ดีที่สุดที่จะทำได้ เพื่อมาอยู่ร่วมมือกับท่านทุกคนในการส่งเสริมความเจริญของบ้านเมืองเรา ท่านทั้งหลายคงเห็นอยู่ว่า แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงไปแล้ว คามทุกข์ยากก็ยังมีอยู่ทั่วไปซึ่งรวมถึงบ้านเมืองไทยที่รักของเราด้วย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าคนไทยทุกคนถือว่าตนเป็นเจ้าของชาติบ้านเมือง และต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมแล้ว ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก้จะผ่านพ้นไปได้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ท่านทุกคนได้ช่วยกันทำหน้าที่ของตนโดยแข้งขัน และขอให้มีความสามัคคีกลมเกลียวกันจริง ๆ เพื่อชาติจะได้ดำรงอยู่ในความวัฒนาการสืบไป……..”

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2488 พระราชทานเลี้ยงน้ำชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ณ สวนศิวาลัยในพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 28-29 ธันวาคม พ.ศ. 2488 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมข้าวไทยกับทีมท่าพระจันทร์

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2488 – วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุสลในวันขึ้นปีใหม่

วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2489 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมแผนที่ทหารบกฉายพระบรมฉายาลักษณ์

วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินวัดเบญจมบพิตร

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนามสหประชาชาติ พร้อมด้วยลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ณ ท้องสนามหลวงและถนนพระราชดำเนิน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแข่งขันเทนนิส ณ สโมสรศิษย์เก่าเทพศิรินทร์

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2489 เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังสวนไกลกังวล

วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2489 เสด็จนิวัตกลับพระนคร ทรงเสด็จมนัสการพระปฐมเจดีย์ และเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ทำการรัฐบาลและได้เสด็จสู่บัลลังก์ศาล จ.นครปฐม

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ 2489 เสด็จทอดพระเนตรเรือดำน้ำและเรือปืนศรีอยุธยาต่อมาไม่ทราบวันที่แน่นอน ทรงเสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาดา ณ วัดราชาธิวาส เสด็จพระราชพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร พระราชวังโบราณ จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวันที่ระลึกมหาจักรี ทรงสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2489 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตเตน

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ 2489 เสด็จพระราชดำเนินโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสถานเสาวภา

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ 2489 เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2489 ลอร์ด ดินเสิร์น เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกองทัพอากาศ

วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จประพาสเยี่ยมประชาชน ณ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายร้อยโททหารมหาดเล็กแด่สมเด็จพระราชอนุชา

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชน จ.สมุทรสาคร

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชน จ.ฉะเชิงเทรา และเสด็จประทับบัลลังก์ ณ ศาล จ.ฉะเชิงเทรา

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม ร.พัน 1 รอ.

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนเทพศิรินทร์ อันเป็นสถานศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมกรมอู่ทหารเรือและทรงขับเรือยามฝั่ง

วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เสด็จประพาสสำเพ็ง

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชน ณ สถานีเกษตรกลางบางเขนและได้ทรงหว่านเมล็ดธัญญาหารทงในแปลงงานสาธิตด้วย (เป็นพระราชกรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต)

ด้านพระพุทธศาสนา

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะทรงเจริญวัยในดินแดนที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ทรงได้รับการอบรมให้ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนาและความเป็นไทย ทรงใฝ่พระทัยและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะตั้งแต่คราวเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรก และทรงโปรดที่สนทนาวิสาสะกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดสำคัญ ๆ อยู่เสมอ กับทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าเมื่อเสด็จกลับไปศึกษาต่ออีกเพียงปีครึ่ง เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วทรงมีพระราชกุศลที่จะทรงผนวชในพระพุทธศาสนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงโปรดการเสด็จออกไปเยี่ยมเยียนและทอดพระเนตรทุกข์สุขของพสกนิกร ทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง ทุกครั้งที่เสด็จจะทรงโปรดให้ประชาชนเข้าเฝ้าโดยใกล้ชิด และทรงมีพระราชดำรัสถามถึงความเป็นอยู่ การทำมาหากินและปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ของประชาชนเหล่านั้น และเมื่อวันที่จะเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ก็ยิ่งทรงโปรดการเสด็จประพาสเยี่ยมเยียนพสกนิกรในจังหวัดต่าง ๆ มากขึ้น พระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายที่ทรงปฏิบัติ คือทรงหว่านข้าวลงในแปลงนาด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นบำรุงขวัญและเป็นสิริมงคลแก่การทำนาของไทเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมกิจการของชาวเกษตรกรกลางบางเขน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2489

เหตุการณ์สำคัญ

แม้ว่ารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจะมีระยะเวลาสั้น แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ได้แก่

1.เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2482 รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศเปลี่ยนชื่อจาก ประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย โดยมีเหตุผลว่า คำว่าสยามมักใช้กันแต่ในวงราชการ และในชาวต่างประเทศ ส่วนคนไทยนั้นนั้นโดยเฉพาะชาวบ้านไม่ค่อยใช้คำว่าสยาม แต่ใช้คำว่าไทย อีกประการหนึ่ง การขนานนามประเทศส่วนมากมักเรียกตามเชื่อชาติของคนเจ้าของประเทศนั้นคนไทยมีเชื้อสายไทย ควรชื่อประเทศให้ตรงกับเชื้อชาติ

ต่อมาในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลไทย ซึ่งมีนายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีประกาศการใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ อย่างเป็นทางการ โดยที่ชื่อของประเทศไทย ที่นิยมเรียกกันในต่างประเทศว่า SIAM จนแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันมาช้านาน ฉะนั้นจึงให้ใช้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษว่า SIAM รวมถึงชื่อประชาชนและชื่อสัญชาติว่า SIAMESE สำหรับใช้ในภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ให้ใช้ได้โดยอนุโลม ส่วนชื่อในภาษาไทยนั้นให้ใช้ชื่อ ไทย ตามเดิม

2. กำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2483 ให้ใช้วันที่ 1มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยมีเหตุผลว่าชาติไทยแต่โบราณมา ได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ในเดือนอ้าย ต่อมาคตินิยมแบบพราหมณ์แพร่หลายเข้ามา การกำหนดเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ ประกอบกับประเทศที่เจริญแล้วทางตะวันตกถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ฉะนั้นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศ จึงเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

3.การสร้างอนุสาวรีย์ ในรัชกาลนี้ มีการสร้างอนุสาวรีย์ที่สำคัญ คือ

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างขึ้นที่กึ่งกลางถนนราชดำเนินกลาง ช่วงที่ถนนดินสอติดต่อกับถนนประชาธิปไตย กรุงเทพมหานคร อนุสาวรีย์นี้รัฐบาลได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ได้มีการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ลักษณะเด่นของอนุสาวรีย์นี้ คือ พานรัฐธรรมนูญตั้งอยู่กลางป้อมอนุสาวรีย์ รอบอนุสาวรีย์มีปีก 4 ด้าน

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นบนถนนประชาธิปัตย์ ตอนถนนพญาไทกับถนนราชวิถีกรุงเทพมหานคร อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งได้สละชีพเพื่อชาติมีพิธีเปิดวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ 2485 อนุสาวรีย์นี้สร้างเป็นรูปดาบปลายปืน 5 แฉก บานเป็นวงกลมและมีรูปทองแดงเป็นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจสนาม และพลเรือน เดิมจารึกชื่อผู้ที่เสียชีวิตในการรบในสมรภูมิอินโดจีนจำนวน 59 นาย ในภายหลังได้จารึกชื่อทหารที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีเพิ่มขึ้นด้วย

4.สะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ที่ชื่อว่า สะพานข้ามแม่น้ำแคว และรถไฟสายมรณะ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นที่ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ขอเดินทัพผ่านประเทศไทยในการทำสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และได้ยกพลขึ้นบกอย่างกะทันหันตามจังหวัดชายทะเลของไทยประเทศไทยจำยอมต้องให้ญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟจากทางสายใต้ที่ชุมทางหนองปลาดุก จ.ราชบุรีผ่าน จ.กาญจนบุรี เพื่อต่อไปยังพม่า เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยุทธสัมภาระไปพม่าและอินเดีย ในการสร้างทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและว่าจ้างกรรมกร สร้างอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากทางรถไฟจะต้องผ่านเทือกเขาและป่าทึบ อากาศร้อนจัดและหนาวจัดทั้งมีไข้ป่าชุกชุม เชลยศึกและกรรมกรขาดแคลนอาหารและยา เจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมากทุกวัน ทางรถไฟเส้นนี้จึงถูกขนานนามว่า ทางรถไฟสายมรณะ

ในการสร้างทางรถไฟสายนี้ ได้สร้างสะพานเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำด้วย ชื่อว่า สะพานข้ามแม่น้ำแควสะพานนี้สร้างเสร็จเมื่อเดือน กันยายน พ.ศ. 2486 ต่อมาเมื่อฝ่ายญี่ปุ่นแพ้สงคราม ไทยได้ซื้อทางรถไฟสายนี้จากฝ่ายสัมพันธมิตร

และเนื่องจากใกล้กำหนดเวลาเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบกับทรงพระประชวรเกี่ยวกับพระนาภีอาหารไม่ย่อย เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำพระวรกายในการปฏิบัติภารกิจ จึงทรงงดเสด็จออกงานต่าง ๆ ตามหมายกำหนดการ จนกระทั่งถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เวลาเช้ามีเสียงปืนดังขึ้น มหาดเล็กห้องบรรทมวิ่งเข้าไปดู และเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดอยู่บนพระที่บรรทม และเสด็จสวรรคตแล้ว ในชั้นแรกรัฐบาลได้แถลงการณ์ถึงสาเหตุที่ทรงสวรรคตว่าเป็นอุปัทวเหตุ แต่ต่อมาได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น จนรัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และผลจากการสอบสวนได้ความว่าการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเกิดการลอบปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 รวมทรงมีพระชนมายุได้ 21 พรรษาและทรงครองอยู่ในราชสมบัติได้ 12 ปี

งานพระราชพิธีพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้กำหนดพระราชพิธีถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ 2493 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง ประชาชนทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาถวายพระบรมศพอยางเนืองแน่นและด้วยความเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่ง

บทสรุป

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ไม่นานนักแต่ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกร ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่ทรงนิวัตกลับประเทศไทยนั้นทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์ทุกวัน โดยมิทรงได้หยุดพัก จนเกิดอาการประชวรขึ้น และเมื่อเสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืนในเวลาอันมิควรนั้น นำความเศร้าโศกเสียใจเกิดขึ้นทั่วแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงมีพระอัธยาศัยที่เมตตาต่อประชาชนชาวไทยยิ่งนัก และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ปวงชนจึงรวมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นมาเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์สถาน ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม

รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

 

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (MOUNT AUBURN) รัฐเมสสาชูเขตต์ (MASSACHUSETTS) ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (MERRIMENT) เมืองโลซานน์ (LASAGNA) ในปี พ.ศ. 2478 ได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่ CEDE NOUBELLE DE LA SUES ROMANCE CHILLY ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่รับนักเรียนนานาชาติ ในระดับอุดมศึกษาทรงเข้าศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโลชานน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมเชษฐาธิราช พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระนางเจ้าพี่นางเธอ

ครั้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงเสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงมีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมาพุเพียง 19 พรรษา เท่านั้น ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนารทนเรนทร และพระยามานวราชเทวี เพื่อทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จะทรงบรรลุนิติภาวะ ทั้งยังทรงมีภารกิจในการศึกษาต่ออีกอย่างหนี้ด้วย ทรงเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2489 และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโลซานน์ ในสาขาวิชารัฐศาสตร์แทนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เนื่องด้วยทรงคำนึงถึงพระราชภารกิจในการปกครองประเทศเป็นสำคัญ

ระหว่างที่ประทับอยู่ต่างประเทศนั้น ได้ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิตติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ-กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 และได้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสขึ้นในปี พ.ศ. 2493 และสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี

ทรงได้เข้าพิธีพระบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณในพระบรมมหาราชวัง ภายหลังจากพระราชะธีพระบรมราชาภิเษกแล้วได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทำการรักษาพระสุขภาพอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตามคำแนะนำของแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ และทรงนิวัตกลับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2494

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี มีพระโอรสและพระราชธิดารวม 4

พระองค์ ได้แก่

1.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 ต่อมาได้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับชาวต่างชาติ

2.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ต่อมาได้นับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาราช สยามมงกุฎราชกุมาร

3.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุรากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

4.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2500

     Share


ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่๑ ๙

<< ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคัดเลือก พระภรรยาเจ้า จากบรรดาพระเจ้าน้องนางเธอทั้งหลาย 7 มหาราชไทย >>

 

Posted on Thu 22 Nov 2007 14:43